วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

มะขามป้อม วิตามินซีสูงพร้อมสรรพคุณทางยาอีกเพืยบ

มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 20 ผล มะขามป้อม ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 นาน 20 วัน ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.77 เป็นร้อยละ 1.44 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 68 ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.63 เป็นร้อยละ 1.39 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 72
Gooseberries spilled out from a basket
นอกจากนี้ ในการดองจะมีพวกกรดทั้งชนิดระเหยและไม่ระเหยเพิ่มขึ้น ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ผล มะขามป้อม ที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 8 มีกลิ่นของมันเองลดลง และมีกลิ่นหมักดีขึ้น ส่วนที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 10 มีกลิ่นของมันเองลดลง ผลที่ดองมีสีน้ำตาลแดง เนื้อนุ่มขึ้น ผลพองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น และบางผลก็แตกออก มีรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ
ผลสดถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศา-เซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 67
เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไปร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไปร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์
น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อย กว่าร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมี ความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2
แต่อย่างไรก็ตาม ผล มะขามป้อม ยังมีสารในกลุ่ม แทนนินชื่อว่า emblicanins A และ B ที่มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่มีฤทธิ์แรงกว่าและไม่สลายตัวง่ายเช่นเดียวกับวิตามินซี สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องกังวลว่า การกิน มะขามป้อม แปรรูปหรือ มะขามป้อม แห้งจะไม่ได้ประโยชน์
มะขามป้อม สรรพคุณตามตำรับยาไทย
แก้หวัด
ผล มะขามป้อม มีสรรพ-คุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มี มะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรจดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสาร ในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำ มาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว
ไข้จากเปลี่ยนอากาศ
ใช้ มะขามป้อม สดตำคั้นน้ำดื่ม จะช่วยลดไข้ได้ ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา น้ำคั้น มะขามป้อม เป็นยาเย็นช่วยลดความ ร้อน และระบายความร้อนออกจากร่างกาย โดยช่วยขับปัสสาวะและระบายท้อง
ไอ เจ็บคอ เสมหะติดคอ
ตามตำรายาไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะ และหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือ มะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าใน มะขามป้อม มีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีการพัฒนายาแก้ไอ มะขามป้อม ขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณ เป็นที่นิยมของทั้งผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำ มะขามป้อม แห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อม ที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดจนผิวออกเหลือง
เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำ มะขามป้อม สดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอ ถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้อยู่ก็ควรอม มะขามป้อม เพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วย ละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัด มีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่มขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสีย ให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม
บำรุงเสียง
มะขามป้อม สดสามารถช่วยบำรุงเสียงได้ เพราะเวลาอม มะขามป้อม จะทำให้ชุ่มคอ คอไม่แห้ง เสียงจะสดใส นักร้องสมัยก่อนมักจะเฉือนลูก มะขามป้อม ชิ้นหนึ่งมาอมไว้จนร้องเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงแห้ง
บำรุงผม
ผลแห้งของ มะขามป้อม มีสรรพคุณ เป็นสารชะล้างอ่อนๆ คนอินเดียนิยมนำมา ใช้ทำเป็นแชมพูสระผม คนอินเดียเชื่อว่า มะขามป้อม บำรุงผม ช่วยทำให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัย ป้องกันผมร่วง ในอินเดียมีการนำ มะขามป้อม มาทำเป็นน้ำมันบำรุงให้ผมดกดำ ป้องกันการหงอกก่อนวัย นำลูก มะขามป้อม มาฝานเป็นแว่นเล็กๆ ตากให้แห้งในที่ร่ม นำมาทอดในน้ำมันมะพร้าว ทอดจนเนื้อ มะขามป้อม ไหม้เกรียม แล้วกรองเก็บไว้ทาผมเป็นประจำ ยาน้ำมันนี้ ถ้าได้ เนื้อลูกสมอไทยและดอกชบาแดง ใส่ลงไปทอดด้วย จะทำให้น้ำมันมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น ซึ่งตำรับนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยา- อภัยภูเบศรได้พัฒนามาเป็นน้ำมันหมักผม มะขามป้อม สมอไทย และได้ใส่ดอกอัญชันลงไปแทนดอกชบา ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก วิธีทำก็ง่ายๆ ตามที่เขียนไว้ในสูตร
น้ำแช่ลูก มะขามป้อม แห้งสามารถบำรุงผมได้ ขั้นตอนก็คือ นำลูก มะขามป้อม แห้ง 1 กำมือ แช่ในน้ำ 1 ขัน แช่ไว้ตลอดคืน เมื่อเวลาสระผมเสร็จแล้ว ให้เอาน้ำแช่ มะขามป้อม นี้ล้างเป็นน้ำสุดท้าย มีการศึกษาพบว่าสารใน มะขามป้อม ช่วยกระตุ้นการงอกของผม และมีการจดสิทธิบัตรส่วนผสมที่มี มะขามป้อม ที่ใช้กับเส้นผม
บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
มะขามป้อม มีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถ แก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกับสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะ ขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้าม มะขามป้อม คือเอา มะขามป้อม มากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะ มะขามป้อม บำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ตับอ่อน ผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของ มะขามป้อม ในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด
การกิน มะขามป้อม ช่วยควบคุม โรคเบาหวานทางอายุรเวท พบว่าการ ดื่มน้ำ มะขามป้อม คั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุม อาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน
iStock_000026183800_Small
ลักปิดลักเปิด
มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก และเป็นวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทด-ลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกิน มะขามป้อม เปรียบเทียบกัน พบว่า วิตามินซีจาก มะขามป้อม ถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะใน มะขามป้อม มีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อม ที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้ง ทำให้วิตา-มินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี
กระหายน้ำ
มะขามป้อม สดๆ เมื่อรู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำจัด ถ้าดื่มน้ำมากกะทันหันจะทำ ให้จุกเสียดไม่สบายได้ ถ้าได้อม มะขามป้อม ก่อน อาการกระหายน้ำและคอแห้งอย่างแรงจะรู้สึกดีขึ้นทันที ไม่ทำให้ ดื่มน้ำมากไป เหมาะแก่การเดินทางไกล วิ่งมาราธอน
เวลาอมก็ใช้ฟันกัดลูก มะขามป้อม ให้พอมีน้ำซึมออก มา แล้วดูดลงคอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด
ท้องผูก
คนที่ท้องผูกประจำ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กิน มะขามป้อม แล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจาก มะขามป้อม มีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อย ด้วยการนำ มะขามป้อม มาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาล ตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่าง
วิธีลดความฝาดของ มะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้าง มะขามป้อม ให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัด แช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป
ไข้ทับระดู
นำ มะขามป้อม แห้งจำนวนเท่ากับอายุของผู้ป่วย ลูกสมอไทยแห้งจำนวนเท่า กับอายุของผู้ป่วย ใบมะกาแห้ง 1 กำมือ เกลือนิดหน่อย ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 15 นาที ในวันแรกที่กินให้กินเว้นระยะห่างทุก 4-6 ชั่วโมง ครั้งละ 1 แก้ว วัน ต่อมาให้กินวันละ 2 ครั้งครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น กิน 3 วันหาย หลังจากกินยาไปแล้ว 12 ชั่วโมงอาการจะดีขึ้น คืออาการปวดหัวเมื่อยตัว ปวดท้อง ทุเลาลง
คันจากเชื้อรา
ใช้ราก มะขามป้อม สับเป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที นำมาทาบริเวณที่มีเชื้อรา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
หลังจากทาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมงอาการคันจะค่อยๆ ลดลง และจะค่อยๆ หายไปภายใน 7 สัปดาห์
น้ำกัดเท้า-ฮังกล้า
น้ำกัดเท้า หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า “ฮังกล้า” เกิดจากการถอน ต้นกล้าแล้วเอารากกล้าฟาดตีกับข้อเท้าให้ดินโคลนหลุดออกจากรากกล้า ต่อมาเท้าเกิดโรคตุ่มคันขึ้น จะมีอาการคันมาก ยิ่งเกาก็ยิ่งแตกทั่วรอบข้อเท้า ภาคอีสานเป็นกันมาก บางคนก็เรียกว่า “เกลียดน้ำ” ให้ใช้เปลือก ต้น มะขามป้อม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำพอเปียกชะโลมให้ทั่ว รักษาได้
ถ้าเกามากจนหนังถลอก น้ำเหลืองไหล ปวดแสบปวดร้อน คือโรคเป็นหนักแล้ว ให้เอาลูก มะขามป้อม แก่ๆ สดๆ มาใส่ในโพรงเหล็กผาลไถนา ใส่น้ำให้เต็มโพรงเหล็กผาลนั้น ตั้งไฟจนมะข้ามป้อมเละ และมีสีดำเหนียว เมื่อเอามาทาแล้วยาจะแห้งเข้าจนดำหมดทั้งหลังเท้าที่แตกเป็นน้ำเหลืองไหล แผลนั้นจะค่อยๆ หายไปจนเป็นปกติ
นอกจากนี้แล้วก่อนลงนาหรือหลังจากขึ้นมาจากนา ชาวนาสมัยก่อนนิยมนำเปลือกต้น มะขามป้อม มาแช่เท้าเพื่อฆ่าเชื้อโรคและความฝาดของเปลือก มะขามป้อม ยังช่วยตะกอนโปรตีนทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น
บิด
ถ่ายเป็นบิด ใช้เปลือกต้น มะขามป้อม ต้มใส่ข้าวเปลือกเจ้าดื่มต่างน้ำ ตำราอินเดียบอกว่า ลูก มะขามป้อม ใช้แก้ท้องเสียและบิดได้ดี ด้วย การนำ มะขามป้อม สด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือดนาน 10-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุกครั้งที่ถ่าย หรือดื่มทุก 2-4 ชั่วโมง
ใบมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้บิดและท้องเสียได้เช่นกัน นำใบตำให้ละเอียด ดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดื่มง่ายควรผสมน้ำผึ้งเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม
ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย
นำลูก มะขามป้อม แห้ง 3-5 ลูก แช่ในน้ำ 1 แก้ว ตลอดคืน ตื่นเช้าดื่มทั้งน้ำและกินเนื้อทุกวันจนกว่าอาการจะหาย มะขามป้อม ยังแก้กระเพาะอาหารอักเสบและโรคกระเพาะอาหาร มีกรดมากเกินไปได้ด้วย ถ้าจะใช้แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ให้กินผงลูก มะขามป้อม  วันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารและก่อนนอน หลอดลมอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รากแห้ง 15-30 กรัมต้มกับน้ำ ดื่มแทนน้ำอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง
แก้น้ำเหลืองเสีย
คนที่มีน้ำเหลืองเสีย คือคน ที่เป็นแผลแล้วหายช้า แผลมีน้ำเหลืองไหลมาก หรือผิวหนังถูกอะไร นิดหน่อยก็คันแล้ว หรืออยู่ดีๆ คันทั่วตัว
ในคนที่มีน้ำเหลืองเสียควรกิน มะข้ามป้อม 1 ลูก หลังอาหารเป็นประจำทุกวัน
แก้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน
ใช้ใบสด ปริมาณพอเหมาะ ต้มกับน้ำปริมาณหนึ่งเท่าตัว ใช้อาบหรือ ชะล้างส่วนที่เป็น ให้ทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น
ขับพยาธิ
ใช้น้ำคั้นลูก มะขามป้อม 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำกะทิมะพร้าว 1 ถ้วย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ขับพยาธิตัวตืด และพยาธิปากขอ
หิด ผื่นคัน
นำเมล็ดในลูก มะขามป้อม มาเผาจนเป็นถ่าน บดให้ละเอียด ผสมด้วยน้ำมันพืช พอให้ยาเหลว ข้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง น้ำมันนี้ใช้ทาดับพิษน้ำร้อนลวก และใช้รักษาแผลได้ด้วย
แก้ปวดฟัน
แก้ปวดฟัน ใช้ปมกิ่งก้านต้มกับน้ำ ใช้อมและบ้วนปาก บ่อยๆ จะบรรเทาอาการปวดฟัน

ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 309 มกราคม 2548
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร 

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

ดอกแค ผักบ้านๆ แต่มากด้วยประโยชน์

ดอกแค เป็นพืชที่ปลูกง่าย คนไทยสมัยก่อนชอบปลูกไว้ทำเป็นรั้วบ้าน ปลูกตามคันนา หรือปลูกไว้ริมถนน ส่วนใหญ่จะนำ ดอกแค มาทำอาหาร และหลายๆคนต้องรู้จักเมนูนี้เป็นแน่ คือ แกงส้มดอกแค นอกจากจะอร่อยแล้ว ดอกแค ก็ยังมีประโยชน์และมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย และไม่ใช่แค่ส่วนดอกเท่านั้นที่มีประโยชน์ ส่วนอื่นๆก็มีประโยชน์เช่นกัน วันนี้เรามีความรู้ดีๆเกี่ยวกับ ดอกแค มาฝากค่ะ ไปดูกันดีกว่าจ้า
Vegetable humming bird, Sesbania grandiflora, agasta.

ส่วนที่นิยมนำมารับประทานนั้นจะเป็นบริเวณยอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อนซึ่งจะออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี
สรรพคุณทางยาและวิธีใช้
ยอดอ่อน ใบอ่อน ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ดอก มีรสหวานออกขมเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น มีรสฝาด รักษาอาการท้องเดิน แต่ถ้ากินมากๆ จะทำให้อาเจียนได้ ราก น้ำจากรากนำมาผสมกับน้ำผึ้ง เป็นยาขับเสมหะ
  • แก้ไข้หัวลม แก้ร้อนใน: ใช้ยอดแคอ่อน ดอกแค ไม่แกะไส้ แกง หรือลวกเป็นผักจิ้ม
  • แก้ท้องเดิน : ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ ต้มกับน้ำ หรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทาน 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • แก้แผลมีหนอง : ใช้เปลือกต้นแคที่แก่ ๆ ตากแห้ง ฝนกับน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใส ทาแผล เช้า – เย็น ก่อนทายาควรใช้น้ำต้มเปลือกแคล้างแผลก่อน จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น
  • ยาล้างแผล : ใช้เปลือกแคต้มกับน้ำเดือดนาน 15 นาที เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ล้างแผล วันละ 3 ครั้ง
  • แก้บิด แก้ท้องเสีย : ใช้เปลือกแค 2-3 ชิ้น ขนาดเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำเดือดประมาณ 15 นาที โดยใช้น้ำ 2-3 ขัน ใช้หม้อดินต้ม กินยาขณะยังอุ่นอยู่ กิน 1-2 แก้ว วันละ 3 เวลา
  • แก้ฟกช้ำ : ใช้ใบสดตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็น
  • ปวดฟัน รำมะนาด : ใช้เปลือกแคต้ม ใส่เกลือให้เค็มจัด นำมาอม
  • ตานโขมย : ใช้แคทั้งห้าอย่าง ๆ ละ 1 กำมือ ใส่น้ำท่วมยาต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณครึ่งเดือน
วิธีและปริมาณที่ใช้
  • แก้มูกเลือด บิดมีตัว แก้ท้องเดิน ท้องร่วง คุมธาตุ
  • ใช้เปลือกต้นปิ้งไฟ 1 ส่วน ต้มกับน้ำหรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง
  • แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้หัวลม (หรือไข้อากาศเปลี่ยน)
  • ใบสด ต้มกับน้ำรับประทานลดไข้ ใช้ยอดอ่อนจำนวนไม่จำกัด ลวกจิ้มกับน้ำพริก รับประทานแก้ปวดศีรษะข้างเดียว
  • ใช้ดอกที่โตเต็มที่ล้างน้ำ ต้มกับหมูทำบะช่อ 1 ชาม รับประทาน 1 มื้อ รับประทานติดต่อกัน 3-7 วัน จะได้ผล

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.kasetporpeangclub.com
thaihealth.or.th

กินมันฝรั่งทอดตอนดึกๆ ระวังนอนไม่หลับ

กินมันฝรั่งทอดตอนดึกๆ ระวัง..จะนอนไม่หลับ รูปที่ 1  
หยิบมาฝาก ชาว Men.MThA! ครับหากคุณเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ติดการบริโภคมันฝรั่งทอดชนิดถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเรียบ หรือ แผ่นหยัก ระวัง..จะทำให้คุณเกิดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจกำเริบ เลิฟ แต่อย่างใด
เพราะการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประเทศบราซิล พบว่า การกินของขบเคี้ยวซึ่งไม่เพียงแค่มันฝรั่งทอดเท่านั้น แต่กับของขบเคี้ยวที่มีความมันก็ด้วยเช่นกัน จะส่งผลให้คุณรู้สึกกระสับกระส่ายเวลานอน ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ นั่นเอง เพราะบรรดาของขบเคี้ยวที่มีความมันทั้งหลาย จะใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ดังนั้นการบริโภคของทอดตอนดึกๆ นอกจากจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังส่งผลข้างเขียง เฮ้ย ไม่ใช่ ข้างเคียง ตามมาอีกด้วย นั่นก็คือ “ความอ้วน” นั่นเอง
รู้แบบนี้แล้ว เปลี่ยนการกินแบบเดิมๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณดีมั๊ยครับ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

แก้วมังกร ช่วยควบคุมนํ้าหนักและมีประโยชน์อีกเพืยบ

ผลไม้ แก้วมังกร อีกหนึ่งผลไม้ที่มีคุณค่าวันนี้เราจึงขอนำความรู้เรื่องประโยชน์ของ แก้วมังกร และสรรพคุณของ แก้วมังกร มาบอกเล่าให้รู้คุณค่าของ “แก้วมังกร” และ สรรพคุณของ แก้วมังกร ที่คุณยังไม่รู้ให้ได้ตอกย้ำความรู้ยิ่งเข้าไปอีก

Dragon fruit or pitaya with cut on white
ประโยชน์ของ แก้วมังกร
ผลไม้รูปร่างกลมรีขนาดใหญ่ เปลือกสีแดง เมื่อผ่าครึ่งจะเห็นเนื้อเป็นสีขาวมีเม็ดคล้ายเม็ดแมงลักฝังตัวอยู่ทั่วผล เนื้อสดหวานนุ่มชุ่มฉ่ำ เมื่อทานแล้วช่วยทำให้สดชื่นผ่อนคลายได้ดีทีเดียว
แก้วมังกร มี 2 ชนิดคือ สีขาวกับสีแดง สีแดงจะมีรสหวานกว่า ส่วนรสหวานของ แก้วมังกร สีขาวเป็นหวานอ่อนๆ ที่ไม่มีพิษภัย จะมีก็แต่คนติดรสหวานที่อาจติว่าจืดชืดไปหน่อย ถ้าใครไม่ชอบก็ขอบอกว่า คุณได้พลาดผลไม้ที่มีประโยชน์สุดๆ ต่อสุขภาพและความงามไปอย่างน่าเสียดาย
ความโดดเด่นที่ทำให้สาวๆ หลายคนชอบกินผลไม้ชนิดนี้ก็เนื่องจากเป็นผลไม้ที่สามารถกินกันได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันและความหวานที่กลายไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง แถมยังกินอิ่มท้องจนทดแทนอาหารเย็น เป็นผลไม้ที่ใช้ช่วยลดน้ำหนักได้สบายๆ ทีเดียว
คุณค่าอาหารที่ซุกซ่อนอยู่ใน แก้วมังกร ก็มีทั้งแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามิน บี1 บี2 บี3 แต่ที่เยอะมากสุดก็คือวิตามินซี จึงช่วยทั้งในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ กระดูกและฟันแข็งแรง รวมทั้งช่วยในเรื่องของสายตาได้ด้วย
วิธีทานก็ง่ายๆ แค่ผ่าครึ่งลอกเปลือกหรือใช้ช้อนตักเข้าปากเลยก็ได้หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม ใส่สลัด เสิร์ฟคู่ไอศกรีม หรือขนมหวาน แก้วมังกร ก็สามารถแทรกรสชาติไปกับทุกอย่างได้กลมกลืนและกลมกล่อม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
สรรพคุณของ แก้วมังกร
แก้วมังกร เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกิน แก้วมังกร แล้วจะรู้สึกอิ่ม และในผล แก้วมังกร ก็มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก
แก้วมังกร เป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่งมีสารที่มีประโยชน์คือ มิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่ง อินซูลิน)ได้ แก้วมังกร ยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผล แก้วมังกร ยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก เบาหวาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน
แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค(เภสัชโภชนา) แล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม (ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก) อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกร เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ ดังนั้นหากเรารู้จักเลือกรับประทาน”ผลไม้เพื่อสุขภาพ “ให้ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน

ขอบคุณที่มาจาก : www.samunpri.com

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

ฝรั่ง แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน

ฝรั่ง เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่หาซื้อง่าย และราคาไม่แพง แต่อุดมไปด้วยวิตามินซี และคุณค่าทางอาหารอีกมากมาย นอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังสามารถใช้เป็นยารักษาอาการต่างๆได้อีกด้วย ไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่า ฝรั่ง จะมีสรรพคุณใช้รักษาอาการอะไรได้บ้าง
ฝรั่ง มีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบ ฝรั่ง สารแทนนินใน ฝรั่ง ยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง.
Guava
ใบ - แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง
ผลอ่อน – แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ
ผลสุก – มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้
ราก - แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล
วิธีและปริมาณที่ใช้
1. ใช้ ฝรั่ง แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน
วิธีที่ 1 รับประทานสด
  • ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น
    วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบ ฝรั่ง จนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน
  • อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้
วิธีที่ 2 ต้มดื่ม
  • ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ – 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น
วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม
  • เอายอด ฝรั่ง 7 ยอด หรือใบ ฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ
วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ
  • เอาใบ ฝรั่ง 6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด
    วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน
  • ใช้ผล ฝรั่ง ที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย
2. ใช้เป็นยาห้ามเลือด
  • ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด
3. ช่วยระงับกลิ่นปาก
  • ใช้ใบสด 3-5 ใบ เคี้ยวและคายกากออกทิ้ง
4. เป็นยากันหรือแก้โรคลักปิดลักเปิด ฝรั่ง มีไวตามินซีมาก
  • ใช้ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก รับประทานเป็นผลไม้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาท้องลำไส้ไม่ให้ผูก ช่วยบำรุงผิวพรรณ คนที่ชอบเป็นฝีเป็นแผลพุพอง ถ้ารับประทาน ฝรั่ง บ่อย ๆ ก็ช่วยบรรเทาลงไปได้

ขอบคุณที่มาจาก : www.rspg.or.th

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

สูขภาพดีและอายุยืนด้วย อาหารญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีประชากรสุขภาพ ดีที่สุดในโลก คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไม? หรือเป็นเพราะ อาหารญี่ปุ่น อย่างนั้นหรือ?
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนมากที่สุดและรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก นั่นเพราะหลายปีที่ผ่านมาพวกเธอมักไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ เมื่อเปรีย[เทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นพวกเธอมีอัตราการเป็น มะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืนอยู่ที่อาหาร การกินและรูปแบบการใช้ชีวิต จะสังเกตได้ว่าชาวญี่ปุ่น นิยมรับประทานปลา เต้าหู้ และผักเป็นอย่างมาก โดย เฉพาะพวกผักใบเขียวที่ล้วนแต่มีคุณค่าทางอาหารสูง อาหารญี่ปุ่น จะไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งมากมาย แต่จะนิยมรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ ทำให้คงประโยชน์ ของอาหารได้ดี โดยเฉพาะเต้าหู้ที่คนญี่ปุ่นนิยมทาน จะช่วยลดไขมัน ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท ทำให้ความจำดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม นอกจากนี้คนญี่ปุ่นชอบกินปลามากกว่าเนื้อ อื่นๆซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันว่าปลาเป็น อาหารที่ให้โปรตีนและไม่มีผลข้างเคียงเหมือนเนื้อสัตว์ อื่นๆ ทั้งยังมีส่วนทำให้อายุยืนอีกด้วย  แม้แต่เครื่องปรุง รสเผ็ดสีเขียวอย่างวาซาบิ ก็มีคุณประโยชน์ทางยาหลาย ประการเช่นสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย บางชนิดและยังสามารถกำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลา ได้อีกด้วยและเมื่อไม่นานมานี้ยังมีการศึกษาพบว่า วาซาบิมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็งเป็นผลดีต่อผิวหนัง และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันได้อีก
135875922
จากการบริโภคอาหารและรูปแบบการใช้ชีวิตของ คนญี่ปุ่น ทำให้ได้แง่คิดดีๆว่า หากเราบริโภคอาหาร และดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ดีร่างกายของเราก็จะแย่ ไปด้วยไม่ช้าก็เร็วแต่ถ้าหากเราดูแลตัวเอง ดีๆบริโภคแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เราเอง จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว
คนญี่ปุ่นแนะนำว่าการควบคุมและรู้จักเลือก รับประทานอาหาร สามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีได้ และต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วย
ปลา FISH
การทานปลา ทำให้เรามีสุขภาพดีและให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปและ อาหารญี่ปุ่น ส่วนใหญ่มักจะใช้ปลาเป็นส่วนประกอบ นักโภชนาการบอกว่า ในหนึ่งมื้ออาหารควรทานปลาประเภทที่มีไขมันมาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทูน่าแบบที่สดๆ เพราะปลาที่มีไขมันมากจะให้โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณสูง โดยเฉพาะโอเมก้า-3 ที่บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานโรคสูง แต่ข้อควรระวังคือ ปลาที่มีไขมันสูงมักจะเก็บสารพิษ อย่างสารปรอท และสารไดออกซิน มากกว่าปลาที่มีไขมันต่ำ
salmon
ซูชิ SUSHI
ซูชิ  คือ ข้าวปั้นมีหน้า โดยที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ  ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ (ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบต่างๆ เป็นหน้าที่นิยมได้แก่ ซูชิหน้าไข่  ชูซิหน้าปลาแซลมอน ชูซิหน้าปูอัด ซูชิหน้ากุ้ง เป็นต้น ประเภทของซูชิ ที่เรารู้จักกัน มี 5 ประเภท คือ นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) มากิซูชิ (Maki Sushi) จิราชิซูชิ (Chirashi Sushi) โอชิซูชิ (Oshi Sushi) และ อินะริซูชิ (inari Sushi)
สาหร่าย SEAWEED
สาหร่ายเป็นแหล่งของโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์ อาหารญี่ปุ่น มีเมนูอาหารที่ใช้สาหร่ายมากมาย ส่วนอาหารจีนก็เช่นเดียวกัน นอกจากปรุงอาหารแล้ว สมัยนี้ยังนิยมนำมาทำเป็นขนมปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง น้ำตาล พริกไทย หรือเครื่องปรุงรสต่างๆ สาหร่ายเหล่านี้จะเป็นสายพันธุ์ Porphyra ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า nori เป็นสาหร่ายสีแดง ส่วนอีกสายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ Laminaria เป็นสาหร่ายสีน้ำตาล  นอกจากนี้สาหร่ายยังมีไขมัน แป้ง และน้ำตาลน้อยมาก ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่มีไขมันในเลือด และสาหร่ายยังให้พลังงานโดยรวมอยู่ระหว่าง 382-366 กิโลแคลอรี่ต่อสาหร่าย 100 กรัม
มิโซะ  MISO
มิโซะ  เป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายชนิดใน อาหารญี่ปุ่น ซึ่งได้มาจากการแปรรูปอย่างหนึ่งของถั่วเหลืองโดยใช้วิธีการหมัก มีคุณค่าทางโภชนาการและโปรตีนสูง มีรสชาติคล้ายสารสกัดจากเนื้อสัตว์ จึงใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารสำหรับคนที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนทานเจ  ชาวญี่ปุ่นมักนำมิโซะมาทำซุปเพราะมิโซะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการถึง 17 ชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากจะทำให้อาหารได้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารอีกด้วย
ชาเขียว GREEN TEA
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ชาวญี่ปุ่นมักนิยมดื่ม มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเช่นกัน และอาจจะมากกว่าที่คุณคิด ชาเขียวได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์เลยทีเดียว นอกจากนี้ ชาเขียวยังช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ และยังเป็นผลดีต่อหัวใจและสมองเราด้วย
men_greentea
เต้าหู้ TOFU
เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีนซึ่งมีมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ถั่วเหลืองซึ่งนำมาผลิตเป็นเต้าหู้ยังมีเลซิติน ซึ่งมีผลในการลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ รวมทั้งฮอร์โมนจากพืชที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทอง คือ ช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือนและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
เห็ดหอม SHIITAKE
เห็ดหอม คือ ส่วนประกอบพื้นฐานของการปรุงอาหารแบบญี่ปุ่น เห็ดหอมเป็นเห็ดที่มีรสชาติดี กลิ่นหอม และมีสรรพคุณในทางยาหลายประการ เช่น ช่วยลดไขมันในเลือด ต่อต้านโรคร้ายจากเชื้อไวรัสบางชนิด  รักษาอาการหวัดได้ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยคลอเรสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อต่อสู้กับเซลล์เนื้องอกต่างๆ  เลนติเนนยังช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ได้ด้วย
โซบะ SOBA
โซบะทำมาจากแป้งสาลี นำมาปรุงอาหารได้สะดวกและรวดเร็ว  โดยทั่วไปจะเสิร์ฟพร้อมวาซาบิ และสาหร่ายโนริ หากเสิร์ฟแบบเย็นบนถาดไม้ไผ่จะเรียกว่า ซารุโซบะ ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมในฤดูร้อน หากเสิร์ฟ์แบบร้อน จะมีโซบะหน้าต่างๆให้คุณได้เลือกรับประทาน เช่น เทมปุระโซบะ  เป็นต้น โซบะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีเยี่ยมพอๆ กับก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี้ มักกะโรนี และโรตี ซึ่งคุณสามารถรับประทานได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วน โซบะยังมีสารชนิดหนึ่งชื่อรูติน มีสรรพคุณช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงและยืดหยุ่นดี ช่วยแก้ปัญหาความดันโลหิตสูงได้
ขอบคุณที่มาจาก : www.aroijapan.com

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ผลวิจัยลักษณะนิสัย เกื่ยวโยงกับการเกิดโรค

ผลวิจัยรายงานว่า สุขภาพใจสุขภาพกาย มีความเกี่ยวโยงระหว่างลักษณะนิสัยต่างๆ กับแนวโน้มการ เกิดโรคโดยสังเกตจากการดูนิสัยเสียส่วนตัวของคุณได้
หลายคนด้วยกันที่พยายามหาหมอดูแม่นๆ เพื่อมาทำนายดวงชะตาขอตนเอง เกี่ยวกับสุขภาพใจ สุขภาพกาย แต่ทำไมจะต้องพึ่งหมอดูกันด้วยละครับ ในเมื่อข้อเท็จจริงจากผลงานวิจัยมากมายรายงานว่า สุขภาพใจ  สุขภาพกาย มีความเกี่ยวโยงระหว่าง ลักษณะนิสัย ต่างๆ กับแนวโน้มการเกิดโรค โดยสังเกตจากการดูนิสัยเสียส่วนตัวของคุณได้ดังนี้
ลักษณะนิสัย ขี้ใจร้อน อันตรายของคนที่มีนิสัยแบบนี้คือโรคแผลในกระเพาะอาหาร นักวิจัยพบว่า คนที่หุนหันพลันแล่นมีความเสี่ยงเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารสูงกว่าคนอื่นๆ 2.4 เท่า ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดด้วยการผลิตกรด ออกมามากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร    มีปัญหาในการควบคุมการกินอาหาร นอกจากนั้นยังพบว่า นิสัยขี้โมโหเกี่ยวพันอาจทำให้มีพฤติกรรมการกินมาก หรือน้อยเกินปกติ จนทำให้ร่างกายขาดความสมดุลในการรับสารอาหาร เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ตามมา
ลักษณะนิสัย ขี้กังวล มีแนวโน้มเป็นความดันโลหิตสูงกว่าคนปกติสามเท่า สาเหตุอาจมาจากฮอร์โมนความเครียด   มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่ขี้กลัว เช่น กลัวความสูง จะส่งผลให้ร่างกายมีความดันโลหิตและการสะสมคลอเรสเตอรอลสูง ทำให้เสี่ยงต่อระบบหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจผิดปกติ    อาจตายในสิบปี
ลักษณะนิสัย ก้าวร้าว ระวังความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ  คนที่ก้าวร้าวมักตอบสนองต่อความเครียดทั้งทางร่างกายจิตใจอย่างรวดเร็วและ รุนแรง ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า อาการหลอดเลือดแข็งมักพบกับคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ร่างกายฟื้นตัวช้า  ความไม่เป็นมิตรยังสร้างแนวโน้มปัญหาสุขภาพรุนแรงหลายโรค แสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยก้าวร้าวเสี่ยงต่ออาการอักเสบเรื้อรังทั่วร่าง กาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ สาเหตุอาจเนื่องมาจากการมีโปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่เชื่อมโยงกับการอักเสบ มีสูงกว่าคนปกติ และ มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า
ผลวิจัยลักษณะนิสัย
ลักษณะนิสัย ขี้อาย ติดเชื้อไวรัสง่าย  คนขี้อายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส โดยในการศึกษาจากสัตว์พบว่า สัตว์ที่ชอบอยู่รวมกับฝูงมีต่อมน้ำเหลืองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า สัตว์ที่ขี้อาย ต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีหน้าที่ช่วยทำลายเชื้อโรคที่สามารถแพร่เชื้อ เช่น เชื้อไวรัส ดังนั้นสัตว์ หรือบุคลที่ระบบไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพจึงขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย
ลักษณะนิสัย เงียบขรึม เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ คนที่มีอาการซึมเศร้านอกจากจะประสบปัญหาทางอารมณ์แล้ว ยังถูกปิดกั้นทางความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ผู้ที่มีลักษณะนิสัยแบบนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต้องทำงานหนัก จึงมีการอักเสบมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อเส้นเลือด
ลักษณะนิสัย ประสาท ระวังโรคหอบหืด ปวดศีรษะ แผลในกระเพาะอาหาร และโรคหัวใจ คนที่มีนิสัยแบบนี้ชอบโทษตัวเอง และเป็นปฏิปักษ์มากกว่าพยายามขอความช่วยเหลือและกำลังใจจากคนอื่น จึงมีแนวโน้มเครียดสูง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยประสิทธิภาพ และอ่อนแอต่อโรค หรืออาจเป็นเพราะคนที่มีอาการทางประสาทมักซึมเศร้า ซึ่งมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
ลักษณะนิสัย มองโลกแง่ร้าย อาจอายุสั้น และเป็นโรคพาร์คินสัน  คนแบบนี้มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับคนที่มองโลกแง่ดี คนที่มองโลกแง่ร้ายและมีความกังวลสูง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคพาร์คินสันในวัยชรา