วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"เซ็กส์" ผุ้ชายแค่รักสนุก แต่ทําไมผุ้หญิงถึงรุ้สึกผูกพัน

“เซ็กส์ ” ผู้ชายแค่รักสนุก แต่ทำไมผู้หญิงถึงรู้สึกผูกพัน
     มนุษย์เพศชายและเพศหญิง ดูเผินๆ ก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน แต่ถ้าศึกษาพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจะพบว่าธรรมชาติ สร้างมนุษย์เพศชายและเพศหญิงให้แตกต่างกันในเกือบทุกเรื่อง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความคิดและการกระทำ ดังนั้นคำถามที่เรามักสงสัยกันว่า
moresex better
“ทำไมเมื่อมีเซ็กส์ด้วยกันแล้ว… ผู้ชายจึงไม่ผูกพันเหมือนผู้หญิง”
ผู้เขียนขออธิบายให้หายสงสัยเป็นลำดับดังนี้ สำหรับตัวการสำคัญที่ถือว่าเป็นต้นเหตุได้เลยก็คือ “ฮอร์โมนเพศ”
โดยปกติทั้งชายและหญิงก็มักจะมีฮอร์โมนเพศของทั้งสองเพศอยู่ในตัวทุกคน ผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าทำให้มีรูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทางทั้งความคิด จิตใจตลอดจนพฤติกรรมเป็น “ผู้ชาย” ส่วนผู้หญิงก็จะมีฮอร์โมนเพศหญิงมากกว่าจึงทำ ให้มีรูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทาง ความคิด จิตใจตลอดจนพฤติกรรมเป็น “ผู้หญิง”
icon   ผู้ชาย ส่วนใหญ่มีฮอร์โมนเพศชายที่เด่นมากๆ อยู่ในตัวชื่อว่า “เทสโทสเตอโรน (Testosterone)” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลทำให้ผู้ชายชอบความท้าทาย ชอบแข่งขัน ชอบชัยชนะ ชอบเซ็กส์ รักสนุก ดูมีความรักแบบหลายใจไม่มั่นคง
icon   ส่วน ผู้หญิงส่วนใหญ่มีฮอร์โมนเพศ-หญิงที่เด่นมากๆ อยู่ในตัวชื่อว่า “เอสโตรเจน (Estrogen)” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผล ทำให้ผู้หญิงมีความรักแบบผูกพัน มั่นคง ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ประเภทรักแล้วรักเลย รักเดียวใจเดียว
แต่ก็มีที่ผู้ชายและผู้หญิงบางส่วน บางคนไม่ได้เป็นเช่นนี้ เราจะไปเหมารวมทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ซึ่งก็พอจะสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพศที่มีอยู่ในตัว เช่น ผู้ชายที่ซื่อสัตย์และมั่นคงในรัก เขาก็น่าจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงกว่าผู้ชายทั่วๆ ไปหรือผู้หญิงที่เจ้าชู้ หลายใจ เธอก็ น่าจะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงกว่าหญิงคนอื่นๆ เป็นต้น
นอกจาก เรื่องฮอร์โมนแตกต่างกัน ที่ทำให้ผู้หญิงผูกพันมั่นคงในความรักมากกว่าผู้ชายตามที่ได้อธิบายมาข้าง ต้นแล้วตามความเห็นของผู้เขียน ผู้หญิงยังถูกสาปซ้ำอีกด้วยฮอร์โมนที่ชื่อว่า “ออกซิโตซิน (Oxytocin)”
นั่นคือ… ในขณะที่ผู้หญิงมีเซ็กส์กับผู้ชาย สมองก็จะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพันออกมาด้วย ทำให้ผู้หญิงเกิดความรู้สึกผูกพันกับชายที่เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ผู้ชายไม่มีฮอร์โมนตัวนี้มากนักจึงทำให้ผู้ชายไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับ ผู้หญิงที่ตนมีเซ็กส์ด้วย มักคิดเพียงว่าการมีเซ็กส์เป็นการแสวงหาความสุขและประสบการณ์ร่วมกัน เป็นความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายแบบ..
“เธอพอใจ ฉันพอใจ เราแสวงหาความสุขร่วมกันแล้วก็ทางใครทางมัน” เลยทำให้ผู้ชายดูเหมือนว่าเป็นคนหลายใจ
ยิ่งกว่านั้น….หลังจากมีเซ็กส์ กันแล้ว ผู้หญิงจะยิ่งผูกพันกับผู้ชายมากขึ้นเพราะ ผู้หญิงมักเอาความรักมารวมกับเซ็กส์เป็นเรื่องเดียวกัน โดยคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็น การแสดงความรักต่อกันและคิดว่าผู้ชายคงคิดแบบเดียวกันกับตน ผู้หญิงบางคนจึงคิดผิด ว่าการมีเซ็กส์เป็นการผูกมัดกันไว้ให้ความรักแน่นแฟ้นได้
คิดว่าพอมีเซ็กส์กันแล้ว…
“ฉันเป็นของเธอ และเธอเป็นของฉัน…เราเป็นของกันและกัน…เราจะรักกันนิรันดร”
icon   หรือที่ฝรั่งเขาว่า ผู้หญิง ให้เซ็กส์กับผู้ชายเพราะคิดว่าจะได้ความรักกลับมา...กิ๊ฟ เซ็กส์ ทู เก็ท เลิฟ (Give Sex to get Love)
ในทางตรงกันข้ามผู้ชายจำนวนมาก เห็นว่าความรักกับเซ็กส์เป็นคนละเรื่องกัน ไม่ได้มีเซ็กส์เพราะความรัก แต่มีเซ็กส์เพราะต้องการเซ็กส์ เมื่อมีเซ็กส์กับผู้หญิงแล้วก็จะหมดความตื่นเต้น หมดความท้าทายไปจนถึงหมดความสนใจที่จะคบหากันฉันคนรักด้วย
icon  ในขณที่ที่ฝรั่งเขาว่าผู้ชายใช้ความรักล่อเพื่อให้ได้เซ็กส์จากผู้หญิง..  กิ๊ฟ เลิฟ ทู เก็ท เซ็กส์ (Give Love to get Sex)
แล้วก็จากไปแสวงหาความท้าทายและความ ตื่นเต้นกับผู้หญิงคนใหม่ต่อไปคงจะหายสงสัยและเข้าใจได้กระจ่างแจ้งแล้วนะคะ ว่าทำไมผู้ชายกับผู้หญิงจึงรู้สึกต่างกัน
ขอบคุณที่มาจาก… คู่สร้างคู่สม

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก

6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก


ตั้งแต่เราเริ่มจำความได้เราทุกคนก็คงจะได้ยินเพลงชาติทุกวัน ซึ่ง เพลงชาติ เป็นบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้น เพื่อปลุกเร้าให้หวนระลึกถึงหรือสรรเสริญประวัติศาสตร์ชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ หรือการต่อสู้ของชนในชาติ โดยได้รับการยอมรับจากรัฐบาลของชาตินั้นๆ อย่างเป็นทางการ หรือความตกลงใจร่วมกันของประชาชนในชาติว่า เพลงดังกล่าวเป็นเพลงประจำชาติของตน และแน่นอนว่าเนื้อหาของเพลงนั้นก็เป็นเนื้อหาปลุกใจให้เรามีความรักชาติ บรรพบุรุษของเรา แล้ววันนี้ทีนเอ็มไทย มี 6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก มาฝากกัน จะน่ากลัวยังไง? ตามไปดูกันเลย ..

6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก

ที นเอ็มไทยลองให้เพื่อนๆ คิดกันเล่นๆ ก่อนว่า6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก นี้น่าจะมีประเทศไหนบ้าง .. ติ๊กต๊อก ๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ  ถ้าเพื่อนๆ คิดว่ามีประเทศ เกาหลีเหนือ, อีรัก, จีน, โซมาเลีย, ลิเบีย หรือประเทศที่ติดอันดับความอันตรายหล่ะ ไม่ใช่เลย! แล้วจะมีประเทศไหนหล่ะถ้าไม่ใช่ประเทศเหล่านี้ >,<
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 6 : Algeria
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 6 : Algeria - “Qassaman”/”We Pledge”
ประเทศแอลจีเรีย (Algeria) ครั้งหนึ่งเคยอยู่การปกครองของฝรั่งเศส ซึ่งคนในประเทศไม่ชอบเท่าไหร่เลยทำสงครามกองโจรต่อต้านฝรั่งเศสอย่างต่อ เนื่อง จนฝรั่งเศสยอมถอนตัวจากแอลจีเรีย จากนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหารอยู่บ่อย ๆ และประเทศยังมีคงปัญหาเรื่องเชื้อชาติเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
ส่วนเนื้อเพลง ” Qassaman ” แปลเป็นไทยว่า คำปฏิญาณ เขียน ใน 1956  โดย Moufdi Zakaria  เป็นเพลงชาติที่ใช้มายาวนานมากกว่า 10 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญเพลงในประเทศมาช่วยกันออกความคิดเห็นช่วยกันแต่ง ซึ่งเนื้อหาของเพลงนั้นค่อนข้างออกมารุนแรงพิควรทีเดียว เกี่ยวกับการทำลาย การนองเลือด และยิงด้วยปืนกล และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ ดังนี้
“We swear by the lightning that destroys, By the streams of generous blood being shed” เราขอสาบานด้วยอำนาจการทำลายราวสายฟ้า ด้วยเลือดที่ไหลราวกับสายน้ำ
“When we spoke, none listened to us, So we have taken the noise of gunpowder as our rhythm, And the sound of machine guns as our melody”เมื่อเราบอกกล่าว ถ้าไม่มีผู้ใดฟังเรา ดังนั้นเราจึงต้องใช้เสียงปืนเป็นจังหวะของชีวิตพวก และเสียงจากปืนคือเสียงดนตรีของพวกเรา
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 5. : Italy
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ  5. : Italy – “Il Canto degli Italiani”/”The Song of the Italians”
ที่ ผ่านมาส่วนใหญ่ของเพลงชาติเกี่ยวกับอิตาลี มักเศร้าระทมจนกระทั้ง จูเซปเป ฟอร์ตูนีโน ฟรันเชสโก แวร์ดี (Giuseppe Verdi) เป็นคีตกวีบทเพลงประกอบโอเปรา ชาวอิตาลี (ค.ศ. 1813 – 1901) ได้แต่งเพลงที่ชื่อ “Il Canto degli Italiani” แปลเป็นไทยคือ เราพร้อมเพื่อตาย!
ซึ่ง เขาแต่งในช่วงที่ในขณะที่นครมิลาน พ่ายแพ้และถูกจักรวรรดิออสเตรียเข้ายึดครอง แวร์ดีได้ประพันธ์โอเปร่าเรื่อง Il Corsaro ขึ้น เพื่อให้ปลุกใจให้อิตาลีเป็นอิสรภาพจากประเทศออสเตรียในปี พ.ศ. 2390 และนำมาใช้เป็นเพลงชาติในปี พ.ศ. 2489  และพัฒนาเป็นเพลงชาติในที่สุด และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ
“Mercenary swords, they’re feeble reeds. The Austrian eagle has already lost its plumes. The blood of Italy and the Polish blood it drank, along with the Cossack. But it burned its heart.”ทหารรับจ้างจะทำงานเพื่อเงินและรางวัลเท่านั้น  เราอ่อนแอราวนก อินทรีย์ที่สูญสิ้นปีก ชาวคอซ-เซ็คชอบดื่มเลือดของอิตาลี่และโปแลนด์ มันทำให้เราแสบหัวใจ
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 4. : Hungary
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 4. : Hungary – “Himnusz/Hymn”
แต่ง โดย Kölcsey Ferenc ประเทศฮังการีนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่ในตอนศตวรรษที่ 9 และกล่าวจะมาเป็นประเทศ ฮังการีผ่านร้อนผ่านหวามมาเยอะเลยหล่ะ ทำสงครามโลก สงครามเย็น สงครามกลางเมืองที่แสนโหดร้าย ผู้บริสุทธิ์ถูกยิงไม่เว้นวัน เพลง สดุดีนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้พลเมืองของประเทศทั้งหลายจับอาวุธขึ้น ต่อสู้ต่อต้านการกดขี่, ละเมิด, หรืออะไรก็ตามที่เป็นภัยคุกคาม และเพลง Himnusz มันเหนือกว่านั้น!! และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ
“No freedom’s flowers return, from the spilt blood of the dead, and the tears of slavery burn, which the eyes of orphans shed.”ไม่มีดอกไม่แห่งเสรีภาพหวนคืนมา จากเลือดที่สาดกระเด็นของเหล่าวายชน และหยาดน้ำตากลายเป็นทาสจากการเผาไหม้ ความเคียดแค้นที่สุมอกที่หลั่งรินออกมาจากดวงตาของเหล่าเด็กกำพร้า
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก Turkey
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก Turkey
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 3. : Turkey – “stiklal Mar/Independence March”
“stiklal Mar”แปลว่า อิสรภาพ เขียนโดย Osman Zeki Üngör  ใช้อย่างเป็นทางการทางการ 12 มีนาคม  1921  เป็นเพลงกระตุ้นสำหรับ การต่อสู้ในสงครามของตุรกีเพื่อรับอิสรภาพและเป็นเพลงสดุดีกล้าหาญสำหรับสาธารณรัฐที่ตั้งขึ้นด้วย ความรักอิสรภาพ, ศรัทธา, บรรลุผล,  ความหวัง และการอุทิศตัวให้สูงศักดิ์ ซึ่งจากประวัติศาสตร์ตุรกีต้องเผชิญการรุกรานของยุโรปและการดูถูกดูแคลน ดังนั้นพวกเขาจึงได้ใส่เรื่องราวเหล่านั้นเขาไปในเพลงชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าใครมาแหยมประเทศอั๊วมันต้องตาย และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ
” I’ m  like  the  roaring  flood;   powerful  and  independent,   I’ ll  tear  apart  mountains,   exceed  the  heavens  and  still  gush  out! “ฉัน เหมือนน้ำท่วม ที่มีเสียงคำราม ทรงพลัง และอิสระ ฉันจะฉีกภูเขาอย่างละส่วน กินท้องฟ้า และทะลักออกมา!
” Render  your  chest  as  armor  and  your  body  as  trench! ” “หน้าอกของฉันเป็นอาวุธ และร่างกายของคุณเป็นคู!”
“For  only  then,   shall  my  fatigued  tombstone,   if  there  is  one,   prostrate  a  thousand  times  in  ecstasy,   and  tears  of  fiery  blood  shall flow  out  of  my  every  wound” สำหรับ เวลาต่อมา ที่ศิลาหน้าหลุมฝังศพของฉัน  ถ้ามีสิ่งหนึ่งนอนคว่ำพันเวลาในความปีติยินดี อย่างเหลือล้น  และน้ำตาและเลือดซึ่งลุกเป็นไฟได้ไหลออกมาจากทุกบาดแผลของ ฉัน และร่างกายไม่มีชีวิตของฉันได้หายไปจากโลกเสมือนจิตใจเป็นสิ่งที่ชั่ว นิรันดร”
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 2. : France
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 2. : France
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 2. : France – “Le Marseillaise”/”The Song of Marseille”
ลามาร์แซแยส (La Marseillaise แปลตามตัวว่า เพลงแห่งเมืองมาร์เซย์) เป็นชื่อของเพลงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย โคลด โจเซฟ รูเชต์ เดอ ลิสล์ (Claude – Joseph  Rouget)
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1792 ที่เมืองสตราสบูร์ก ในแคว้นอัลซาส เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า “Chant de guerre de l’Armée du Rhin” (แปลว่า “เพลงมาร์ชกองทัพลุ่มน้ำไรน์”) เดอลิสล์ได้อุทิศเพลงนี้ให้แก่นายทหารชาวแคว้นบาวาเรีย (อยู่ในประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน) ซึ่งเกิดในประเทศฝรั่งเศสผู้หนึ่ง คือจอมพลนิโคลาส ลัคเนอร์ (Nicolas Luckner) เมื่อกองทหารจากเมืองมาร์เซย์ได้ขับร้องเพลงนี้ขณะเดินแถวทหารเข้า มายังกรุงปารีส ทำให้เพลงนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป และกลายเป็นเพลงปลุกใจในการร่วมปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งยังเป็นที่มาของชื่อเพลงลามาร์แซแยสดังปรากฏอยู่ในปัจจุบันด้วย
สมัชชา แห่งชาติฝรั่งเศสได้ออกประกาศรับรองให้เพลงลามาร์แซแยสเป็นเพลงชาติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2338 ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกงดใช้ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และมีการนำเพลงอื่นมาใช้เป็นเพลงชาติฝรั่งเศสแทนในระยเวลาดังกล่าวแทน หลังการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2373 เพลงนี้ก็ได้กลับมาใช้เป็นเพลงชาติในระยะสั้นๆ แต่ก็งดใช้อีกครั้งในสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตราบจนกระทั่งฝรั่งเศสเข้าสู่สมัยสาธารณรัฐที่ 3 เพลงนี้จึงได้รับการรับรองให้เป็นเพลงชาติอย่างถาวรเมื่อ พ.ศ. 2422
และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ (ปล เขาบอกว่ามันคล้ายเพลงไทยอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าทำนอง หรือคำแปล)
“Do you hear in the countryside, the roar of these savage soldiers, they come right into our arms, to cut the throats of your sons!” ทหารร้ายใจโจรตะโกนร้อง คำรามก้องในท้องทุ่งได้ยินไหม มันราญรุกบุกบ้านเพื่อเอาชัย ลูกเมียเรามันเชือดได้ให้ตายตาม”
” Amour sacré de la patrie, Conduis, soutiens nos bras vengeurs ! Liberté, liberté chérie,Combats avec les défenseurs ! (bis)Sous nos drapeaux, que la victoireAccoure à tes males accents !Que les ennemis expirantsVoient ton triomphe et notre gloire !!” (ภาษาฝรั่งเศส) “เตรียมศาสตราอาวุธเร็วพี่น้อง รวมพลังเป็นหมู่กองให้เกรงขาม แล้วตบเท้าก้าวสู่แดนสงคราม ให้เลือดชั่วสาดตามรอยไถนา”
Nous entrerons dans la carrière Quand nos aînés j’y seront plus ;Nous y trouverons leur poussière Et la trace de leurs vertus. (bis) Bien moins jaloux de leur survivre Que de partager leur cerceuil, Nous aurons le sublime orgueil De les venger ou de les suivre ! (ภาษาฝรั่งเศส) ความภูมิใจที่ได้รอดปลอดภัยอยู่ หรือจะสู้ได้ร่วมโลงเมื่อเป็นผี ได้แก้แค้น ได้ตายตาม เพื่อนโยธี คือศักดิ์ศรีทะนงไว้ในใจเรา
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 1. : Vietnam
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 1. : Vietnam
6 เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก อันดับ 1. : Vietnam – “Tien Quan Ca”/”Army March”
ส่วน มากของเพลงสดุดีอื่นๆ บนอันดับนี้จะเน้นเรื่องสันติภาพ, ความภูมิใจแห่งชาติ หรืออะไรก็ตามอื่นๆ เลือด และไส้พุง แต่เพลงสดุดีของประเทศเวียดนามนั้นมันต่างกัน เพราะเน้นเรื่องสงครามทั้งหมด
“Tien Quan Ca” แปลเป็นไทยคือ “มาร์ชทหารเวียดนาม” เป็น เพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประพันธ์โดย เหงียน วัน คาวและใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามใน พ.ศ. 2488 และนำมาใช้เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หลังจากการรวมประเทศในปี พ.ศ. 2519 โดยมีสองท่อน แต่ส่วนใหญ่จะร้องเฉพาะบท และนี้คือเนื้อร้องคร่าวๆ (เฉพาะท่อนแรก)
“ทหารเวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า ! ด้วยใจเด็ดเดี่ยวในการพิทักษ์มาตุภูมิ เสียงฝีเท้าที่เร่งเร้าของเราดังก้องทั่วท้องถนนอันยาวไกลและทุรกันดาร จิตวิญญาณของชาตินั้นสถิตในธงแดง อาบเลือดแห่งชัยชนะ เสียงปืนกระหน่ำอันยาวนานสอดประสานไปกับเสียงเพลงเดินทัพ หนทางสู่ความรุ่งเรืองของเราทอดทับบนซากศพของเหล่าศัตรู มาฝ่าฟันความทุกข์ยากนานัปประการ แล้วร่วมสร้างที่มั่นต้านข้าศึกกัน จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ! รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า ! เวียดนามของเรานั้นอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์”
“ทหาร เวียดนามทั้งหลาย รุกไปข้างหน้า! ธงดาวทองโบกสะบัดพลิ้ว นำปวงชนพ้นจาก ความทุกข์ยากลำเค็ญ เรามาร่วมมุมานะต่อสู้เพื่อสร้างชีวิตใหม่ จงลุกขึ้นสู้และทำลายโซ่ตรวนทิ้ง เพราะเราต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อความเคียดแค้นชิงชังมานานพอแล้ว จงเตรียมพร้อมต่อการเสียสละทุกสิ่ง เพื่อชีวิตอันรุ่งโรจน์ในภายหน้า จงสู้เพื่อจุดมุ่งหมายของผองชนอย่างไม่ลดละ เร่งเข้าสู่สมรภูมิกันเถอะ ! รุกไปข้างหน้า ! ทุกคนรุกไปข้างหน้า ! เวียดนามของเรานั้นอยู่ยืนยงชั่วกัปกัลป์”
เรียบเรียงโดย teen.mthai.com
ขอบคุณที่มา http://www.d-looks.com/showblog.php?Bid=168

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ

วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ


วัย รุ่นนักเที่ยวทั้งหลายต้องเคยเจอกับเหตุการณ์ที่สุดแสนทรหดเวลากินเหล้าเมาๆ กันแน่นอน อ้วกบ้าง แฮงค์บ้าง บางคนตื่นมาถึงกับเบลอว่ารักแทบก็มี เอ้ย! พอเวลาเราเมาค้างเราก็มักจะหาวิธีที่จะทำให้สภาพเรากลับคืนมา 100 % เหมือนเดิม แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน งั้นลองมาดู วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ ที่เขาทำกัน ไปดูซิว่ามีวิธีไหนบ้าง ใครอยากลองก็ไม่ว่ากัน ^^ ได้ผลรึเปล่ามาบอกกันด้วยนะคะ ^^
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai1163
Fry up : United Kingdom

วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ

1.  Fry up : United Kingdom
“Fry up” คือเซ็ตเมนูที่จะทำการทอด เบค่อน, ไข่, ไส้กรอก, ขนมปังปิ้ง, มะเขือเทศ, เห็ด แล้วนำมาทานด้วยกัน  รึใครจะเพิ่ม ไส้กรอกดำ, แฮชบราวน์ และถั่วอบเข้าก็ยังได้ ซึ่งเซ็ตเมนูนี้จะเพียบไปด้วยโปรตีน ไขมัน และเกลือ ซึ่งจะช่วยให้ตับทำงานได้แจ๋ว อีกทั้งยังให้พลังงานเยอะด้วย
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai362
Prairie oyster : USA
2. Prairie oyster : USA
นี่ คือคอกเทลสูตรลับ ที่ผสมด้วยน้ำมะเขือเทศ, ไข่ดิบ, วูสเตอร์ซอส , เกลือ, พริกไทยดำ และซอสทาบัสโก ซึ่งเมนูนี้อัดแน่นด้วยวิตามิน,ฟรักโทส ด้วยโปรตีน, ซีสเทอีน,ทอรีน ที่เป็นกรดอมิโนซึ่งจะทำให้ตับทำงานได้เจ๋ง และช่วยล้างพิษได้แจ๋วยิ่งขึ้น
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai285
Sparrow droppings in brandy : Hungary
3. Sparrow droppings in brandy : Hungary
เมื่อ คนฮังการีเกิดอาการเมาค้าง พวกเขามักมีความเชื่อว่า “ขี้นกกระจอก” ใส่ในบรั่นดีช่วยได้ แต่ต้องขอเตือนก่อนว่า ขี้นกกระจอกอาจมีทั้งเชื้อโรค ปรสิต และแบคทีเรียนะจ้ะ
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai453
Mince and cheese pie with chocolate milk : New Zealand
4. Mince and cheese pie with chocolate milk : New Zealand
หาก ได้กินพายรสแซ่บและนมช็อคโกแลต 1 แก้ว ย่อมทำให้หายเมาค้างได้ไวขึ้น เพราะมีทั้งโปรตีน,ซีสเทอีน,ทอรีน, กรดอมิโน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารสำหรับล้างพิษทั้งสิ้น
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai543
Balut : Philippines
5. Balut : Philippines
นี่คือเมนูที่ชาวไทยเรียกว่า ‘ไข่ข้าว’ แถมอัดแน่นด้วยกรดซีสเทอีนสูง ช่วยล้างแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ
A pair of pickled sheep eyeballs in tomato juice : Mongolia
6. A pair of pickled sheep eyeballs in tomato juice : Mongolia
ไม่ รู้ว่าใครจะกล้ากินบ้าง แต่ลูกตาแกะและน้ำมะเขือเทศคืออีกสูตรลับสุดเด็ด โดยงานวิจัยญี่ปุ่นเผยว่าน้ำมะเขือเทศจะช่วยขจัดแอลกอฮอล์ได้ ส่วนลูกตาแกะ สุดยี้ แค่ได้กินก็คงหายแฮงค์แล้วล่ะ
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai734
Irn-bru sausages : Scotland
7. Irn-bru sausages : Scotland
นี่ คือไส้กรอกที่ต้มด้วย Irn-Bru (เครื่องดื่มของชาวสกอตแลนด์) ที่มีฤทธิ์แก้เมาได้แบบแจ๋วมาก เพราะเป็นที่รู้กันว่าเมนูไขมันสูงมักทำให้ไขมันเข้าสู่เส้นเลือดได้น้อยและ ช้าลง
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai831
Sheep lungs and owl eggs : Ancient Greece
8. Sheep lungs and owl eggs : Ancient Greece
โอย เมนูนี้ยิ่งพิลึกไปกันใหญ่ แต่ปอดแกะและไข่นกฮูก คือเมนูอาหารที่อุดมไปด้วยกรดอมิโนเจ๋งๆ เช่น ซีสเทอีน ที่จะช่วยขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai831 Buffalo milk : Namibia
Buffalo milk : Namibia
9. Buffalo milk : Namibia
นี่ คือเมนูที่ผสมผสานด้วย ครีม, คล็อทเททครีม, รัม 2 ชนิด และเหล้าหวาน ซึ่งหากกินก่อนออกไปปาร์ตี้จะช่วยได้เยอะ เนื่องจากครีมจะช่วยให้แอลกอฮอล์เข้าสู่เส้นเลือดได้ช้าขึ้นนั่นเอง
 วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai Fish scrape : Peru
Fish scrape : Peru
10. Fish scrape : Peru
เมนู นี้จัดหนักด้วยการนำน้ำมะนาว, น้ำเลมอน, กระเทียม, ขิง และน้ำสต็อคปลา มาผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งเมนูนี้อัดแน่นด้วยกรดซิตริกและฟรักโทส ที่จะช่วยล้างแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย
วิธีแก้อาการเมาค้างสุดแปลกของต่างประเทศ teen.mthai1162
Pizzle : Italy
11. Pizzle : Italy
แม้ จะฟังดูเพี้ยนๆ แต่ขอบอกว่าอวัยวะเพศวัวตัวผู้ตากแห้ง อัดแน่นไปด้วยโปรตีน ฮอร์โมน วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งช่วยให้หายเมาค้างได้แบบฉับพลันเลยล่ะ
ขอบคุณข้อมูล wegointer,buzzfeed

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตุ๊กตายาง ประวัติ ทางประวัติศาสตร์ มีมาตั้งแต่ 2000 ปีที่แล้ว

ตุ๊กตายาง ประวัติ ทางประวัติศาสตร์มีมาตั้งแต่ 2000 ปีที่แล้ว

ตุ๊กตายาง

เอาหละ ทาง Men.MThai เราเชื่อว่าเพื่อนๆ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับเจ้า ตุ๊กตายาง กันอย่างแน่ๆ เพราะว่าเจ้าสิ่งนี้มันเปรียบเสมือนเพื่อนพึ่งพายามยากสำหรับผู้ชายอย่างเรา เลยจริงๆ แต่จะมีซักกี่คนกันหล่ะ? ที่จะรู้ประวัติความเป็นมาของเจ้าสิ่งนี้ ซึ่งบอกเลยว่า ประวัติความเป็นมาของ ตุ๊กตายาง นี่เรียกได้ว่าเป็นตำนานเกิดกันขึ้นตั้งแต่ 2000 กว่าปีที่แล้วเลยนะ ไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดในช่วงยุคเรา เอาเป็นว่าเรื่องราวความเป็นมามันจะเป็น ทางเราก็ไม่ลืมที่จะหาข้อมูล มาฝากเพื่อนๆ เช่นเคยครับ
ตุ๊กตายาง
ตุ๊กตายาง
คริสต์ศักราชที่ 8
ตามเทพนิยายกรีกกล่าวไว้ว่า กษัตริย์ Pygmalion ได้สร้างรูปปั้นของหญิงคนหนึ่งขึ้นมา พร้อมทั้งตั้งชื่อให้ว่า Galatea เขาหลงรักรูปปั้นนั้นมาก ในตอนกลางวันเขาจึงอาบน้ำ ป้อนข้าว สวมกอด และหาเสื้อผ้ามาให้เธอใส่ในเวลากลางคืนเขาก็พาเธอมานอนด้วยและเก็บภาพเธอไป ฝันต่อในยามค่ำคืน จนในที่สุด เทพ Aphrodite เห็นเข้าก็นึกสงสารจึงเนรมิตให้เธอกลายเป็นผู้หญิงจริงๆ ขึ้นมา
ศตวรรษที่ 11 และ 12
มีการแกะสลักผู้หญิงเปลือยไว้ที่ด้านข้างโบสถ์ของชาวอังกฤษและชาวไอริช เพราะมีความเชื่อว่าภาพแกะสลักของผู้หญิงเปลือยนั้นมีพลังที่สามารถขจัด วิญญาณชั่วร้ายให้สูญสิ้นไปได้ ในปัจจุบันมีความเชื่อว่าการจับหน้าอกของรูปสลักเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ได้ สัมผัสมีพลังในการรักษาผู้อื่น
ศตวรรษที่ 15
ในยุคนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Sex Doll อย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการเดินทะเลของชาวสเปนและฝรั่งเศสที่จะต้องใช้เวลา เดินทางเป็นเวลานาน ทำให้บรรดาลูกเรือเกิดความเหงา และคิดถึงสัมผัสอันอบอุ่นของหญิงสาวที่ไม่ได้สัมผัสมานาน จึงได้มีการนำตุ๊กตาที่เย็บจากเสื้อผ้าของหญิงสาว มาใช้เป็นเสมือนตัวแทนความอบอุ่นจากหญิงสาวที่พวกเขาปรารถนา
ช่วง คศ. 1941
นาซีมีคำสั่งให้ผลิตตุ๊กตาเหล่านี้ออกมาเพื่อใช้ในกองทัพโดยเฉพาะ โดยกำหนดสเปคแบบผู้หญิงที่เขาชอบคือต้องมีผมบลอนด์ ตาสีฟ้า มีปากและหน้าอกใหญ่ เพื่อให้ทหารได้ใช้บรรเทาความเครียดจากความต้องการทางเพศของตัวเอง และไม่รู้จะหาทางระบายได้ที่ไหน โครงการนี้นับว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของกองทัพนาซี โดยมีชื่อเรียกโครงการนี้ว่า’Geheime Reichssache’ หรือ ‘ความลับยิ่งกว่าความลับสุดยอด’
ตุ๊กตายาง
ตุ๊กตายาง
ช่วง คศ. 1980
บริษัท เซ็กส์ ออบเจ็คส์ จำกัด (Sex Objects Ltd.) ในสหราชอาณาจักร ได้สร้าง Sex Robot ตัวแรก ชื่อ ’36C’ ขึ้นมา หุ่นยนต์ตัวนี้ถือเป็นหุ่นรุ่นบุกเบิกที่ใช้ระบบ 16 บิท โมโครโปรเซวเซ 1987 โดย ตุ๊กตายาง เองก็เคยพบปัญหาและอยู่ในช่วงวิกฤติเช่นกัน ในปี 1982 ความนิยมใน ตุ๊กตายาง มีมากขึ้น มีการสั่งสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงออกกฎให้ ตุ๊กตายาง กลายเป็นสินค้าลามกอนาจาร แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เรื่องแบบนี้ใครจะไปห้ามกันได้ สุดท้ายในปี 1987 บริษัทนำเข้าสินค้าดังกล่าวก็ชนะคดี เป็นเหตุให้การห้ามนำเข้าสินค้าทั้งหมดถูกยกเลิกอร์ มีเพียงระบบตอบรับเสียงแบบพื้นฐาน จึงทำได้เพียงแค่พูดและรับคำสั่งเสียงแบบง่ายๆ เท่านั้น
ช่วง คศ. 1985
ภาพของตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์สาวที่มีความใกล้เคียงกับผู้หญิงจริงๆ มากขึ้นถูกทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นโดย Gweyneth Jones จากนวนิยายเรื่อง Divine Endurance โดยหุ่นยนต์หญิงดังกล่าวมีชื่อว่า ‘Gynoid’ และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของหุ่นยนต์รุ่นหลังๆ ที่พัฒนาในปัจจุบัน
ช่วง คศ. 2010
บริษัท TrueCompanion ได้พัฒนา Roxxxy หุ่นยนต์สาวซึ่งมีโปรแกรมอันชาญฉลาด และนับได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากที่สุด ในขณะนี้ เพราะเริ่มที่จะเรียนรู้และจดจำถึงความรู้สึกว่าเจ้าของชอบหรือไม่ชอบอะไร ได้แล้ว

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สัญญาลักษณ์มือ 18 อย่าง ที่เราควรรุ้

สัญลักษณ์มือ 18 อย่าง ที่เราควรรู้ไว้ใช้
18 The Body Language

สัญลักษณ์มือ 18 อย่าง ที่เราควรรู้ไว้ใช้
เคยสงสัยกันไหมครับว่าพวก สัญลักษณ์มือ ที่พวกเราเอามาใช้กันอย่างสนุกสนาน เช่น สัญลักษณ์ Devil Horn ของชาวร็อค หรือจะเป็นการชูสองนิ้วแบบ V sign ที่บางคนอาจจะไม่รู้ว่ามันมีความหมายว่าอะไร คอลัมน์ Numbers ฉบับนี้ เราจะอธิบายความหมายของแต่ละ สัญลักษณ์มือ ซึ่งบางสัญลักษณ์นั้น มีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่งอย่างมากเลยทีเดียว
1. Devil Horn เขาซาตาน
Devil Horn เขาซาตาน
Devil Horn เขาซาตาน
เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงการต่อต้านพระเจ้า สำหรับที่มาของ สัญลักษณ์มือ นี้ ยังไม่มีข้อสรุปถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงว่ามาจากไหน หมายถึงอะไร แต่เชื่อว่ามันมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยอาจจะหมายถึงตัว Minotaur ปิศาจครึ่งวัวครึ่งคนที่เฝ้าเขาวงกตในตำนานของกรีก ต่อมาสัญลักษณ์นี้ก็แพร่หลายในยุโรป ซึ่งใช้สัญลักษณ์นี้ แทน Evil Eye เป็นสัญลักษณ์ในทางเวทมนต์เช่น ถ้าอยากสาปแช่งใครก็ทำสัญลักษณ์นี้แล้วชี้ นิ้วใส่คนนั้น
ต่อมา ทาง Church of Satan ในฝรั่งเศส ก็นำ สัญลักษณ์มือ นี้มาใช้ในการแสดงความเคารพ ต่อซาตาน (เปรียบเทียบคือการกราบไหว้ของไทย เวลาเจอพระพุทธรูปเรากราบไหว้ แต่ถ้าเป็น Church of Satan จะใช้ Evil Horn แทนการไหว้) สำหรับดนตรีเมทัล ในสายที่มีภาพพจน์ทางปีศาจ ใช้ สัญลักษณ์มือ นี้แทนเขาปีศาจ
สัญลักษณ์ Evil Horn นี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในแวดวงดนตรีราวๆ ปลายทศวรรษ 60s วงนี้เป็นวงมาจากชิคาโก้ สไตล์ออกไปทาง acid rock ร่วมสมัยไซคิเดลิค แต่เนื้อหาจะเน้นไปทางเรื่องเร้นลับเหนือธรรมชาติ โดย Jinx Dawson นักร้องนำวง Coven นิยมใช้ สัญลักษณ์มือ นี้ ที่น่าแปลกใจในความบังเอิญคือ ในวงนี้มีสมาชิกชื่อ Oz Osborne แต่ไม่ใช่ ออสซี่ ออสบอร์น แห่ง Black Sabbath และในอัลบั้ม Witchcraft Destroys Minds and Reaps Souls มีเพลง “Black Sabbath” อยู่ด้วย
ในการแสดงบนเวทีจะมีการจำลองเหตุการณ์์ทำ Black Mass บ่อยๆ โดยที่ Dawson จะแสดงสัญลักษณ์นี้พร้อมตะโกน Hail Satan… แต่ก่อนหน้านั้น สัญลักษณ์นี้ก็ไปปรากฏอยู่ที่หน้าปกอัลบั้ม Yellow Submarine ของ The Beatles ขอให้สังเกตมือของจอห์น เลนน่อน ที่อยู่เหนือศีรษะ พอล แม็คคาร์ทนี่ย
คนไทยอาจจะเคยเห็นการทำมือเป็นสัญลักษณ์แบบนี้เวลามีการแสดงคอนเสิร์ตเพ ลงร็อค โดยนำมาจากวัฒนธรรมเพลงแนวเฮวี่เมทัลของอเมริกันนั้นเอง แต่ในประเทศบราซิล โคลัมเบีย อิตาลี โปรตุเกส และสเปนถือว่าเป็นสัญลักษณ์บอกให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่ากำลังถูกคนรักนอกใจหรือ สวมเขานั่นเอง
2. Thumbs up ยอดเยี่ยม
Thumbs up ยอดเยี่ยม
Thumbs up ยอดเยี่ยม
ความหมายของมันคือดีเยี่ยม ซึ่งเหมือนกับประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้ แต่อีกหลายประเทศในโลก ไม่ได้ใช้ในความหมายนี้ สำหรับประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ การชูนิ้วโป้งนิ้วเดียวหมายถึงเลข 1 แต่สำหรับประเทศกรีซ รัสเซีย ประเทศแถบละตินอเมริกาและแอฟริกาตะวันตก การทำสัญลักษณ์นี้เป็นการสบประมาทที่ร้ายแรงเหมือนกับการชูนิ้วกลางเลยค่ะ โดยมีความหมายว่าจะยัด…เข้าประตูหลังของอีกฝ่าย ถ้าเผลอทำมีสิทธิ์โดนรุมตื๊บได้เลย
3. shake hand การใช้มือซ้ายจับมือ
shake hand การใช้มือซ้ายจับมือ
shake hand การใช้มือซ้ายจับมือ
หมายถึงการหยิบจับสิ่งของ ส่ง-รับของกับผู้อื่นโดยใช้มือซ้ายของเราจะใช้มือไหนทำอะไรก็ขึ้นกับความ ถนัดและความสะดวก แต่ถ้าไปกลุ่มประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ การใช้มือซ้ายยื่นรับสิ่งของโดยเฉพาะอาหาร หรือการจับมือเชคแฮนด์ด้วยมือซ้ายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่สุด เพราะเขามองว่ามือขวาใช้ทำกิจกรรมทั่วไป แต่มือซ้ายใช้ทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น โดยเฉพาะหลังทำภารกิจเสร็จในห้องน้ำ ฉะนั้นเมื่อใช้มือซ้ายสัมผัสผู้อื่น หรือสิ่งของระหว่างกันและกันจึงถือว่าสกปรกมาก ฉะนั้นต้องเก็บมือซ้ายไว้ให้ดี แต่ก็น่าสงสารคนถนัดซ้ายเนอะ
4. OK สัญลักษณ์โอเค
OK สัญลักษณ์โอเค
OK สัญลักษณ์โอเค
คำว่า โอเค ได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลายในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เริ่มจากวงการสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ใช้คำย่อว่า OK แทนคำว่า “all correct แปลว่าถูกต้องทั้งหมดเพื่อย่อให้ใช้คำหรือวลีสั้นลงและเพื่อหลีกเลี่ยงการสะกดผิดๆ ซึ่งสมัยก่อน คนมักเขียนคำว่า “all correct” ผิดไปหลายอย่าง เช่น “Oil korrect” “oll korrect” หรือ “ole kurreck
อีกที่มาหนึ่งบอกว่า ในสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกาในปี 2383 ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตพากันชูนิ้วทำมือเป็นรูปโอเค เพราะต้องการสื่อถึงผู้สมัครที่มีชื่อว่ามาร์ติน แวน บูเรน ซึ่งมีชื่อเล่นว่า โอลด์ คินเดอร์ฮุก (Old Kinderhook) เพราะมีพื้นเพเป็นคนคินเดอร์ฮุก นิวยอร์กจึงทำมือเป็นท่าโอเคเพื่อเป็นสโลแกนในการหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกัน การใช้คำว่า โอเค หมายถึง “ไม่มีทหารเสียชีวิตในสนามรบ” หรือ Zero (O) Killed โดยทหารมักจะเขียนสั้นๆ บนกระดานว่า โอเค
แม้วัฒนธรรมอเมริกันที่แพร่หลายจะทำให้การเอาปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มาชน กันจนเกิดวงกลม และปล่อยสามนิ้วที่เหลือให้กางออกจะแปลว่าโอเค ตกลง หรือดี แต่สำหรับบางประเทศการทำมือแบบนี้มีความหมายอื่น เช่น บางประเทศในทวีปยุโรปแปลว่าเลข 3 ส่วนในจีนแปลว่าเลข 7 ส่วนที่ประเทศบราซิลและประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเป็นคำด่าเทียบ เท่ากับ Asshole (เพราะมองว่าวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของทวารหนัก) ในเยอรมนีหลายคนใช้แปลว่าเกย์ และยังมีอีกหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันออกที่ใช้ด่าว่าคนนั้นไม่มีค่า (เป็นศูนย์) หรือด่าตรงๆ เลยว่าอ้วน ตัวกลมไปหมด
5. Loser ไอ้ขี้แพ้
5. Loser ไอ้ขี้แพ้
Loser ไอ้ขี้แพ้
การทำมือลักษณะนี้ถือเป็นการด่าอีกฝ่ายว่า LOSER หรือพวกขี้แพ้ ซึ่งเป็นความหมายเชิงลบ โดยในเว็บไซต์ urbandictionary.com ได้ให้นิยามของศัพท์นี้ว่า LOSER หมายถึง บุคคลที่ไร้เพื่อน และอายุเกิน 25 แล้วแต่กลับอาศัยอยู่กับพ่อแม่ นอกจากนี้ยังหมายถึงบุคคลที่ยังเอาดีอะไรไม่ได้กับชีวิตอีกต่างหาก อาจเพราะผู้คนที่อยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก พออายุ 17-18 ก็เริ่มจะหาทางขยับขยายไปหาที่อยู่ของตนเองแล้ว หากใครยังอยู่กับครอบครัวก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกไม่เอาถ่าน ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมแถบบ้านเราที่นิยมอยู่กับพ่อแม่ไปตลอด และนอกจากคำว่า LOSER แล้ว ยังนิยมใช้คำว่า QUITTER ในความหมายเดียวกันอีกด้วย
ส่วนบ้านเราใช้เวลาชี้บางอย่าง หรือบางทีอาจจะทำมือแบบนี้แล้วคว่ำมือลงเพื่อถ่ายรูปให้ดูฮิพฮอพก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศที่ได้รับอิทธิพลอเมริกันจะมองว่า L มาจาก Loser (คนแพ้) และใช้เป็นสัญลักษณ์ว่าขี้แพ้ ส่วนในจีนหมายถึงเลข 8 และในประเทศเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์จะแปลว่าเลข 2
6. V sign สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
V sign สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
V sign สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
V sign สัญลักษณ์แสดงชัยชนะ (V = Victory-ชัยชนะ)
ที่มาของการแสดงท่านี้ ว่ากันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อครั้งสงครามอังกฤษ-ฝรั่งเศส ในยุคโบราณ ทหารฝรั่งเศส จับพลแม่นธนูอังกฤษได้ ก็เลยสำเร็จโทษด้วยการตัดนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ที่ใช้ยิงธนูทิ้ง ทหารอังกฤษจึงแสดงสัญลักษณ์ ชู 2 นิ้ว เป็นการยกย่องเชิดชูวีรบุรุษพลธนูที่ถูกตัดนิ้วทิ้งและอีกนัยหนึ่ง ก็แสดงความหมายว่า “กูไม่กลัวมึงโว้ย” ต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส
คนที่นำการชู 2 นิ้ว มาใช้แทนความหมายแสดงชัยชนะจริงๆ คือ วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มัก กล่าวคำปราศรัย พร้อมชู 2 นิ้ว V sign ประกาศชัยชนะในสงครามโลกอยู่บ่อยครั้ง แต่ในญี่ปุ่น ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากแพ้สงคราม โดนระเบิดปรมาณูถล่ม การชู 2 นิ้ว ไม่ได้หมายถึง การประกาศชัยชนะ หรือ “สู้ตายโว้ย” แต่หมายถึง “เราต้องการสันติภาพ”
ท่านี้ยังเป็นท่าประกอบการถ่ายรูปยอดฮิตของเด็กไทย จะไปไหนก็ขอชูสองนิ้วไว้ก่อน ไม่ได้มีความหมายพิเศษแค่ “น่ารัก” ถ้ากางเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วกลางและหันฝ่ามืออเข้าหาตัว แม้ฝั่งอเมริกาจะไม่มีความแตกต่าง แต่สำหรับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว ถือว่าเป็นคำด่าระดับชูนิ้วกลางเลยก็ว่าได้ ช่วง แรกๆ ที่ท่านี้ยังไม่ดัง คนอเมริกันที่ไปอังกฤษมักจะสั่งเบียร์สองแก้วโดยชูนิ้วในลักษณะนี้ให้ ทำให้โดนคนอังกฤษซ้อมและโยนออกมาจากบาร์หลายคดีเลยทีเดียว ปัจจุบันท่านี้ถือว่าดังสุดๆ ทำให้วัยรุ่นอังกฤษเริ่มใช้ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ แต่เพื่อความสบายใจแก่ผู้พบเห็นในประเทศจึงมักกางนิ้วโป้งออกมาด้วยให้เป็น 3 นิ้วแทน ส่วนที่อิตาลีนั้นชูเฉยๆ ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากางนิ้วโดยให้จมูกอยู่ตรงกลางด้วยแล้วจะหมายถึงช่องคลอดและเป็นคำด่า ที่ร้ายแรงเลยทีเดียว
7. beckon กระดิกนิ้วเรียก
beckon กระดิกนิ้วเรียก
beckon กระดิกนิ้วเรียก
เรามักเห็นในภาพยนตร์ฝรั่งว่า ถ้าสาวสวยกระดิกนิ้วเรียกในลักษณะนี้แล้ว มักเป็นการเชิญชวนและยั่วยวนอีกฝ่ายให้ตามไป หรือเป็นการส่งสัญญาณให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อกระซิบบอกความลับบางอย่าง แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์นั้น ท่าทางนี้ใช้เรียกน้องหมาเท่านั้น ฉะนั้นถ้าเผลอไปทำใส่ใครจะเหมือนไปว่าเขาเป็นสุนัข และอีกฝ่ายอาจจะโกรธถึงขั้นหักนิ้วชี้เราได้เลย
8. Thumbs pointing นึกถึงเทวดาบนสวรรค์
Thumbs pointing นึกถึงเทวดาบนสวรรค์
Thumbs pointing นึกถึงเทวดาบนสวรรค์
นี่ไม่ใช่ท่าชี้นิ้วขึ้นฟ้าธรรมดา เพราะมันคือการแสดงความศรัทธาอย่างหนึ่งต่อพระเจ้า Ricardo Kaka นอกจากจะเป็นยอดนักเตะแล้ว ยังเป็นยอดคริสตชนอีกด้วย เขามอบศรัทธาของตัวเองทั้งหมดให้แก่พระผู้เป็นเจ้า เคร่งครัดในวิถีปฏิบัติของศาสนา ทั้งการอธิษฐาน อ่านคัมภีร์ ดังนั้นทุกการเล่นอันยอดเยี่ยมและประตูที่ทำได้ เขาจึงยกให้เป็นสิ่งที่ประทานมาจากพระเจ้า ด้วยการแสดงท่าดีใจโดยชี้นิ้วขึ้นฟ้าทั้งสองมือ เพื่อบ่งบอกความศรัทธาต่อผู้ที่อยู่เบื้องบนนั่นเอง หากเอาไปลองทำเล่นๆ ก็ถือเป็นท่าดีใจที่เท่อยู่เหมือนกัน แต่หากใส่ศรัทธาเข้าไปด้วยก็คงจะดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเยอะ
9. Snap การดีดนิ้ว
Snap การดีดนิ้ว
Snap การดีดนิ้ว
การดีดนิ้วดังเป๊าะนั้น ถ้าดีด 1 ครั้ง คนอเมริกาและอังกฤษจะสื่อว่านึกอะไรออกแล้ว หรือมีไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาในหัว ส่วนการดีดเรื่อยๆ ไปมาหมายถึงกำลังพยายามนึกถึงบางอย่างให้ออกอยู่ แต่สำหรับประเทศแถบละตินอเมริกานั้นหมายความว่า ให้คนข้างหน้าช่วยรีบเดิน เร็วๆ หน่อย แต่ 10 ภาษากายที่มีความหมายต่างกันทั่วโลกสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในโลก การดีดนิ้วใส่หน้าคนอื่นเป็นกิริยาที่หยาบคายมาก(แต่บางประเทศก็หมายถึงดึง ความสนใจอีกฝ่ายให้กลับมา)
10. Talk to the hand ไปตายซะ
Talk to the hand ไปตายซะ
Talk to the hand ไปตายซะ
โดยทั่วไปแล้วถ้าเรายื่นมือออกไปโดยกางนิ้วทั้งห้าออกและหันฝ่ามือใส่อีก ฝ่ายจะเป็นการบอกให้หยุด หรือตามธรรมเนียมอเมริกันคือการแสดงความไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด และ ให้อีกฝ่าย “พูดกับมือ” แทน ซึ่งก็ค่อนข้างจะแสดงความไร้มารยาทแล้ว แต่ที่ประเทศกรีซมันหมายถึงให้ไปตายซะ
11. Digitus infamis (F*ck You) การร่วมเพศ แทนอวัยวะเพศชาย
Digitus infamis (F*ck You) การร่วมเพศ แทนอวัยวะเพศชาย
Digitus infamis (F*ck You) การร่วมเพศ แทนอวัยวะเพศชาย
อันนี้ค่อนข้างสากลว่า หมายถึง อวัยวะเพศชาย ใช้แทนคำด่า หลายประเทศถือว่าการแสดงท่านี้ มีความผิดทางกฎหมายด้วย ตามข้อมูลของนักประวัติศาสตร์กรีกระบุว่าต้นเหตุของมันย้อนกลับไปในยุค กว่า400 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อดิโอจิเนสแห่งซิโนพ นักปรัชญากรีกโบราณ กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาที่มีต่อ”เดมอสเธนีส” นักปราศรัยชื่อดัง ให้แก่ผู้มาเยี่ยมได้ฟัง พร้อมกับการชูนิ้วกลาง
การชูนิ้วกลาง โดยที่นิ้วที่เหลือถูกกดไว้โดยนิ้วหัวแม่โป้ง ถูกระบุไว้ชัดว่าคือการแสดงการดูหมิ่นเหยียดหยามและการดูถูกดูแคลนมานาน เกือบ 2,000 ปี ไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญากรีกโบราณ กวีชาวลาตินที่หวังจะขายผลงานของตน หรือกระทั่งทหาร นักกีฬา นักร้องเพลงป็อป เด็กนักเรียน หรือตำรวจ กระทั่งผู้บริหารประเทศต่างทราบดีว่าสัญลักษณ์นิ้วกลางมีพลังต่อพวกเขามาก เพียงใด
นายเดสมอนด์ มอร์ริส นักมานุษยวิทยากล่าวว่า การชูนิ้วกลางเป็นกิริยาการแสดงการดูหมิ่นที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยนิ้วกลาง แสดงสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย ขณะที่นิ้วทั้งสี่ที่ห่ออยู่ด้วยกันด้านล่าง เป็นสัญลักษณ์ของอัณฑะ เมื่อใครก็ตามที่แสดงกิริยาดังกล่าว เท่ากับว่าคนคนนั้น กำลังยื่นข้อเสนอที่ชวนให้ขัดเคืองใจ โดยการแจกของสงวนให้แก่บุคคลที่เขาเกลียดชัง 
นิ้วกลางยังเป็นสัญลักษณ์ขององคชาตมานานแล้วในวัฒนธรรมของยุโรป เนื่องจากเป็นนิ้วที่มีขนาดยาวที่สุดอย่างไรก็ตามแม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง ทางเพศ แต่คำด่านี้บ่งบอกถึงการก้าวร้าวมากกว่าจะหมายถึงเรื่องเพศโดยตรง
นอกจากนั้นยังมีการอ้างถึง “การชูนิ้วกลาง” ไว้ที่บริเวณหว่างขาเป็นครั้ง แรกในบทละครชวนขันของกรีกโบราณ เรื่อง “The Clouds” ของอริสโตฟาเนสเมื่อ 419 ปีก่อนคริสตศักราช ขณะที่ชาวโรมันยังตั้งชื่อพิเศษสำหรับนิ้วกลางไว้ด้วยโดยพวกเขาเรียกมันว่า “ดิจิตุส อินฟามิส” (digitus infamis) ที่แปลว่านิ้วทุเรศ หรือไร้ยางอาย หรือ“ดิจิตุส อิมพูดิคุส” (digitus impudicus) ซึ่งมีความหมายในทำนองว่า นิ้วสัปดน
นอกจากนี้ ชาวโรมันยังคงเห็นภาพองคชาติเป็นเสมือนเครื่องรางต่อสู้กับคำสาปชั่วร้าย ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้คนอื่นจึงอาจจะไม่ใช่คำด่าในเชิงหยาบโลน แต่น่าจะเป็นการกล่าวข่มขวัญมากกว่าว่า “ฉันจะป้องกันตัวเองจากมนต์ดำของแก ก่อนที่แกจะได้เริ่มใช้มันซะอีก” กระนั้นก็ตาม ยังมีที่มาของการด่าด้วยการชูนิ้วกลางอีกด้วยว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ชาวนาโบราณจะใช้นิ้วกลางทดสอบว่าแม่ไก่กำลังออกไข่หรือไม่
 
การแสดงอาการดังกล่าวยังคงแตกต่างกันในแต่ละประเทศเช่น ในอังกฤษ อาจจะชูนิ้วกลางขึ้นโดดๆ หรือชูพร้อมกับนิ้วชี้และหันอุ้งมือเข้าข้างใน และในการพิจารณาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ศาลของญี่ปุ่นยังได้ตัดสินว่าการแสดงสัญลักษณ์โดยการชูด้านหลังของนิ้วกลาง ของมือข้างขวาแล้วหันลงถือว่าเป็นการกระทำหมิ่นประมาทหรือการยั่วยุแม้ว่า มันจะเป็นสัญลักษณ์ไม่สามัญเท่ากับในสหรัฐฯก็ตาม
ที่มาของกิริยาดังกล่าว ยังถูกเชื่อมโยงไปถึงกิริยาของลิงเพศผู้สายพันธุ์หนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ามักแสดงกิริยาพร้อมกับอวัยวะเพศที่กำลังแข็งตัว นอกจากนั้น การชูนิ้วกลางยังอาจมาถึงสหรัฐฯพร้อมกับผู้อพยพชาวอิตาเลียน มีการบันทึกไว้ในเอกสารที่สืบไปได้ไกลถึงช่วงปี 1886 เป็นครั้งแรก เมื่อผู้เล่นตำแหน่งพิชเชอร์ของทีมเบสบอลบอสตัน บีนอีทเตอร์ส ชูนิ้วกลางระหว่างการถ่ายรูปร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างนิว ยอร์ก ไจแอนท์ส
12. Sign of the Cross เครื่องหมายกางเขน
Sign of the Cross เครื่องหมายกางเขน
Sign of the Cross เครื่องหมายกางเขน
เป็นสัญลักษณ์ของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาคริสต์ เป็นการให้ศีลให้พร จะทำโดยการเคลื่อนมือเป็นรูปกากบาทในอากาศ ตามร่างกายของตัวเอง
ด้วยมือข้างขวามักจะมาพร้อมด้วยการบรรยาย พูดหรือสวดมนต์ เป็นการสะท้อนรูปแบบของการเล่าเรื่องของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ให้นึกถึงพระเยซูที่ถูกตรึงไม้กางเขน มีสองรูปแบบและถูกใช้เฉพาะในคริสตจักรภาคตะวันออกดั้งเดิมและพิธีกรรมทางทิศ ตะวันออกของโบสถ์คาทอลิกเท่านั้น
13. Throat slash เฉือดคอ
Throat slash เฉือดคอ
Throat slash เฉือดคอ
ทำโดยการย้ายนิ้วชี้หนึ่งของ นิ้วหัวแม่มือหรือมือทั้ง จัดขึ้นตรงและด้วยฝ่ามือลงแนวนอนในลำคอของคน เป็นการเลียนแบบท่าทางการตัดลำคอของคนที่มีมีด ซึ่งแสดงถึงความไม่พอใจและความโกรธอยางรุนแรงหรือความไม่พอใจกับผู้อื่นหรือ กับตัวเองเป็นสัญลักษณ์อีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถบอกให้หยุดการออกอากาศเช่น การสั่งคัทของผู้กำกับหนัง
14. Crossed fingers เกี่ยวกับพระเจ้า
Crossed fingers เกี่ยวกับพระเจ้า
Crossed fingers เกี่ยวกับพระเจ้า
ลักษณะคือ เป็นท่าที่นิ้วกลางไขว้ทับด้านบนของนิ้วชี้ของมือข้างเดียวกัน มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าต้นกำเนิดของสัญลักษณ์นี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้น คริสต์ศาสนา เป็นสัญลักษณ์ป้องกันศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายของเทพเทวดาแอบแฝง เป็นความของความเชื่อของคริสเตียนบางนิกาย ในปัจจุบันสัญลักษณ์นี้มีความหมายที่แตกต่างกันไปตามแต่ล่ะท้องที่
อีกนัยหนึ่งคือ สัญลักษณ์นี้แสดงถึงการภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งในการเรียกร้องให้พระเจ้าคุ้มครองเช่นเดียวกับการขอให้ตัวเองโชคดี
15. Fig sign / Dulya การมีเพศสัมพันธ์
Fig sign / Dulya การมีเพศสัมพันธ์
Fig sign / Dulya การมีเพศสัมพันธ์
เป็นท่าทางแสดงความลามกอนาจารอย่างอ่อนโยน ที่ใช้ในวัฒนธรรมตุรกีและสลาฟ และในบางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ใช้นิ้วหัวแม่มือสอดเข้าไประหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง ตำแหน่งนิ้วเป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชาย(นิ้วโป้ง)ที่กำลังสอดเข้าๆ ไปในช่องคลอด (ช่องระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง) ท่าทางนี้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน
16. Shaka sign สัญลักษณ์ชากา
Shaka sign สัญลักษณ์ชากา
Shaka sign สัญลักษณ์ชากา
บางครั้งจะเรียกว่า “hang loose” เป็นท่าทางมักจะเกี่ยวข้องกับฮาวายและวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบไปด้วยการชู้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อย ในขณะสามนิ้วที่เหลือนั้นหุบไว้กับฝ่ามือ อาจจะหมุนไปมาเพื่อเน้น ชากาเครื่องหมายถูกนำมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ฮาวายในปี 1960 และการใช้งานได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
ชาวฮาวายใช้สัญลักษณ์ชากาที่จะถ่ายทอด “วิญญาณ Aloha” แนว คิดของมิตรภาพความเข้าใจเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในฮาวายขาดตรงความหมายที่จะแปลตามตัวอักษร ชากานอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการแสดง การขอบคุณและการทักทาย
ในภาษามืออเมริกันชากาเป็นหนึ่งในสองสัญลักษณ์ที่ใช้ในการพูดถึงการท่อง เที่ยวในแคลิฟอร์เนียสัญลักษร์ชากาอาจจะเรียกว่า “hang loose” หรือ “hang ten”
ทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสัญลักษณ์ชากา นั้นมาจากผู้อพยพชาวสเปนที่พับนิ้วกลางของพวกเขาและเอานิ้วหัวแม่มือขึ้นไป ที่ริมฝีปากเป็นท่าทางที่แสดงความเป็นมิตร เพื่อเป็นตัวแทนของเครื่องดื่มที่ใช้ร่วมกันกับชาวพื้นเมืองที่คนสเปนเหล่า นั้นได้พบในฮาวาย
17. Shocker สิ่งที่เลวทราม
Shocker สิ่งที่เลวทราม
Shocker สิ่งที่เลวทราม
สัญลักษณ์นี้เป็นที่รู้จักในนามว่า “two in the pink, one in the stink” เกี่ยวกับสองสิ่งที่ห่วยแตกหรือมีกลิ่นเหม็น เป็นท่าทางมือที่มีความหมายทางเพศ นิ้วนางและนิ้วหัวแม่มือจะขดหรืองอลงในขณะที่นิ้วอื่นๆ จะขยาย นิ้วโป่งกับนิ้วนางจะถูกเก็บอยู่ด้วยกัน และด้านหลังของมือที่ใบหน้าออกไปด้านนอก ท่าทางนี้หมายถึงการกระทำของการสอดใส่นิ้วกลางเข้าไปในช่องคลอดและนิ้วก้อย เข้าไปในทวารหนักของผู้หญิงจึง มีการห้าม ประชาชนใช้สัญลักษณ์นี้ เพราะเป็นท่าทางที่เสื่อมและเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งบางประเทศนั้นสัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย
18. Three-finger salute (Serbian) แสดงความยินดี
Three-finger salute (Serbian) แสดงความยินดี
Three-finger salute (Serbian) แสดงความยินดี
เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดี ซึ่งคาดว่าเริ่มมาจากชาวเซอร์เบีย เป็นการการชูนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง ด้วยมือข้างใดข้างนึง ซึ่งสัญลักษณ์นี้ยังมีความหมายอื่นๆ ของการแสดงความยินดี และยังถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของรัฐบาลเซอร์เบีย โดยนาย Srdjan Srećković รองนายกรัฐมนตรีของเซอร์เบียในช่วงเวลานั้นกล่าวในการสัมภาษณ์กับ Kurir สำนักข่าวของประเทศเซอร์เบีย ว่าสัญลักษณ์นี้ยังสามารถเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลสำคัญทั้งสามของเซอร์เบีย นั่นก็คือ Sveti Sava , Njegoš, และ Karađorđe ซึ่งในช่วงเวลาของสงครามยูโกสลาเวียสัญลักษณ์นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความยินดีเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
เนื้อหาจากนิตยสาร
RUSH Issue 54 february 2014สัญ

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"กาแฟกับถ้วยกาแฟ"

เรื่องเล่าสอนใจ “กาแฟกับถ้วยกาแฟ”
 

มหาวิทยาลัยที่ มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง บรรดาศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันนี้ แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพ มีชื่อเสียงในวงสังคม ตามวงการต่างๆ มากมาย มีทั้งที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และที่กระท่อนกระแท่น ยังดิ้นรนอยู่ในหน้าที่การงานก็เยอะ

เนื่อง ในวาระที่อาจารย์พ่อซึ่งเป็นที่เคารพของศิษย์เก่าทุกคน เกษียณอายุ บรรดาศิษย์เก่า จึงถือเป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปเยี่ยมสถาบัน เพื่อเลี้ยงสังสรรค์และรำลึกถึงอาจารย์พ่อ หลังจากกินเลี้ยงกันมาได้พักใหญ่ วงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยน ไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียด ในการทำงานและปัญหาชีวิต
แต่ ละคนมีปัญหาแตกต่างกันออกไปมากบ้างน้อยบ้าง อาจารย์พ่อฟังปัญหาของลูกศิษย์ทุกคนอย่างตั้งใจ รับฟังโดยไม่มีคำวิจารณ์ หรือนำเสนอความเห็นของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย เมื่อฟังปัญหาของลูก ศิษย์จบทุกคน อาจารย์พ่อเสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า ท่านเดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้องบ้าง เป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว มีถ้วยกาแฟหลายใบที่เป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า



อาจารย์ชงกาแฟใส่ เหยือกมาให้แล้ว พวกเธอจัดการรินใส่แก้วดื่มกันเองนะ บรรดาลูกศิษย์ มองถ้วยกาแฟหลากหลาย ด้วยความสนใจ แล้วพากันเลือกถ้วยกาแฟพร้อมๆ กับรินกาแฟออกมาจากเหยือกใส่ถ้วยต่างกันออกไปเอามือไว้ เมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคน แล้วอาจารย์พ่อ กล่าวว่า
“ลอง ดูถ้วยกาแฟในมือของพวกเธอ กับถ้วยกาแฟที่เหลืออยู่ในถาดซึ่งไม่มีคนเลือกสิ สังเกตุกันรึเปล่า…. ถ้วยสวย ๆ แพง ๆ ถูกเลือกไปหมด เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก เป็นเรื่องปกติ…ที่พวกเรามักจะเลือก สิ่งที่ดีที่สุดโดยลืมคิดถึงความต้องการที่แท้จริงของเราและ นี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายในชีวิต”

ความ จริงวันนี้สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงคือ กาแฟ ไม่ใช่ ถ้วยกาแฟ แต่จิตสำนึกกลับ นำพาเราไปเลือกที่ถ้วย มิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคม ก็คือ ถ้วยกาแฟ มันเป็นเพียงเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิต เปลี่ยนไป บางครั้ง….การมัวเพ่งที่ถ้วยใส่กาแฟ มันก็จะทำให้เราลืมใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ ถ้ารู้จักชีวิตที่แท้จริง….ของหรือตำแหน่งหน้าที่ มันก็แค่ส่วนเคลือบ ไม่ใช่เนื้อหาหรือแก่นแท้ที่สำคัญของชีวิต

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นํ้าฝรั่ง ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

รู้หรือไม่? ฝรั่งนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย มีตลอดทั้งปีและราคาไม่แพง แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ฝรั่งมีวิตามินสูง ใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ และมีสารเบต้าแคโรทีน ช่วยลดสารพิษในร่างกาย ช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด ป้องกันไม่ให้ไขมันจับที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเลือดแข็งตัวได้ บางคนอาจจะไม่ชอบรับประทานฝรั่งสดๆ วันนี้เราเลยมีสูตรการทำ น้ำฝรั่ง มาฝากค่ะ ไม่ยากเลย
gvava
ส่วนผสม
  • ฝรั่ง 2 ลูก
  • น้ำต้มสุก 200 กรัม
  • น้ำเชื่อม 15 กรัม
  • เกลือป่น 2 กรัม
วิธีทำ
  • นำฝรั่งมาล้างให้สะอาด และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ใช้แต่เนื้อฝรั่งนะคะ)
  • นำฝรั่งที่หั่นแล้วใส่ในเครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุกและปั่นจนละเอียด
  • กรองด้วยผ้าขาวบาง เติมน้ำเชื่อมและเกลือ ชิมรสชาติตามใจชอบได้เลยค่ะ
น้ำฝรั่ง ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ? ถ้าหากใส่ขวดที่สะอาดสามารถแช่เย็นไว้ได้ถึง 5-7 วันเลยค่ะ ลองทำแล้วแช่เย็นเก็บไว้ดื่มคลายร้อนและยังได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วยค่ะ
เรียบเรียงโดย : health.mthai.com