วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาการแบบนี้เป็น มะเร็ง หรือไม่

โรค มะเร็ง ถ้ารู้ตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถป้องกันรักษาให้หายขาดได้ แต่ทว่าผู้คนส่วนใหญ่มักปล่อยปละละเลย จนมารู้ตัวอีกทีก็ปาเข้าไปขั้นที่สอง ขั้นที่สาม ดังนั้นเรามาลองสังเกตมะเร็งแบบง่ายๆ กันดีกว่า ว่าเขาทำอย่างไรกัน
450564747
สำหรับวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของ มะเร็ง ชนิดต่างๆ อาการของการเกิด มะเร็ง ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทางโรงพยาบาลจุฬารัตน์แนะนำว่า
1. มะเร็ง ปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็ง ในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็ง รังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็ง ในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็ง ตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็ง กระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็ง สมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็ง ในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็ง ในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้
11. มะเร็ง ในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็ง ทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็ง ลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ส่วนวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือ ถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็ง ต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
15. มะเร็ง ผิวหนัง อาการ มีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ

ขอบคุณที่มาจาก : e-magazine.info

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คนที่เรามองไม่เห็น

คนที่เรามองไม่เห็น
มีผู้หญิงคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ
ทำให้ต้องตาบอดทั้งสองข้าง
และเธอก็ทุกข์ทรมานกับการสูญเสียการมองเห็น
แต่สามีเธอก็พยายาม ปลอบใจ และให้กำลังใจเธอตลอด
พยายามสอนให้เธอใช้ประสาทสัมผัสให้มากขึ้น
ที่ทำงานของเธอกับสามีอยู่คนละทาง
แต่เขาก็ขับรถไปส่ง และไปรับอยู่เสมอ
จนวันหนึ่งสามีเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก
เขาจึงพูดกับเธอว่าให้เธอลองพยายามขึ้นรถเมล์ไปทำงานเอง
โดยที่เขาไม่ต้องไปรับไปส่งได้ใหม
นาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนโดดเดี่ยว และน้อยใจสามีเธอ
แต่เธอก็พยายามทำตามที่เขาขอ
เธอพยายามขึ้นรถเมล์เอง พยายามไปทำงานด้วยตัวเอง
จนในที่สุดเธอก็สามารถทำได้
วันหนึ่งก่อนที่เธอจะลงรถไปทำงานตามปกติ
คนขับรถเมล์ก็เข้ามาจับแขนเธอและพูดกับเธอว่า
ผมช่างอิจฉาคุณผู้หญิงจริงๆครับ
เธอก็เลยถามว่า อิจฉาเธอเรื่องอะไร
คนขับรถเมล์ก็เลยบอกว่า…
สามเดือนที่ผ่านมา
ผมจะเห็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งเขาจะขึ้นรถเมล์ตอนเช้า
มานั่งตรงเบาะหลังคุณ เฝ้ามองดูคุณด้วยความห่วงใย
และตามคุณลงรถไป
และเฝ้าดูคุณเดินเข้าไปที่ทำงานอย่างห่วงใย
และตอนเย็นทุกๆเย็นเขาก็จะมาเฝ้ารอดูคุณขึ้นรถ
และคอยดูคุณจนคุณลงรถ
พอเธอได้ยินดังนั้น…
เธอก็น้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน และสำนึกผิด
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทิ้งเธอไปไหน
เขายังอยู่ดูแลเธออย่างใกล้ชิด
เขาเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่เขาต้องคอยมารับมาส่งเธอซะอีก
เธอหวนนึกถึงคำพูดเขาที่บ่นลอยๆ ออกมาบ่อยๆ ว่า
ชีวิตคนไม่แน่นอน อาจตายวันนี้ พรุ่งนี้ ได้ทุกเมื่อเลยนะ
ดูอย่างคุณสิ เมื่อวานยังมองเห็นวันนี้คุณมองไม่เห็นแล้ว
เธอคิดน้อยใจเขามาตลอด 3 เดือน ที่คิดว่าเขาเบื่อ
รำคาญการเป็นคนตาบอดของเธอ
ณ วันนี้เธอรู้แล้วว่า เขากลัวว่าวันนี้พรุ่งนี้เขาจะตายไป
แล้วเธอจะไม่สามารถไปไหนมาไหนหรือมีชีวิตอยู่เองได้ถ้าขาดเขา
เป็นอีกหนึ่งบทความดีๆที่ให้กำลังใจกับชีวิตนะครับ ลองหันกลับมามองดูว่าทุกก้าวของชีวิตของเรานั้นโดดเดี่ยวอย่างที่เราคิด จริงๆหรือไม่ ยังมีใครที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเราอยู่โดยที่เราไม่รู้ต้วหรือไม่? ยังไงถ้าชอบก็ฝากแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆอ่านกันด้วยนะครับ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กิน ไข่ สุกๆดิบๆ มีโทษ

อาหารที่ทำจาก ไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ ไข่ยัดไส้ และอีกสารพัดเมนู ไข่ คงจะคุ้นปากคนไทยเป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราปรุงไข่แบบ สุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะ ไข่ดาว ไข่ลวก แทนที่จะได้ประโยชน์อาจเป็นโทษต่อร่างกาย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า ใน ไข่ 1 ฟอง ไข่แดงจะเป็นก้อนไขมัน ไม่มีโปรตีน แต่กลับกันไข่ขาวจะไม่มีไขมัน มีแต่โปรตีนอย่างเดียว ไข่ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ไม่ว่าเบอร์เล็กหรือเบอร์ใหญ่ สิ่งที่เหมือนกัน ไข่แดง ขนาดเดียวกันหมด แต่ที่ต่างกัน คือไข่ขาว ตรงนี้คนมักจะไม่ค่อยรู้
health-003
โทษของไข่ดิบ
มีคนเข้าใจว่าการกิน ไข่ ดิบวันละฟองในตอนเช้าจะรักษาเสียงได้ดี ความจริงแล้วการกินไข่ดิบ ทำให้ร่างกายได้รับธาตุบำรุงจากไข่เพียงครึ่งเดียว ในไข่ดิบมีโปรตีนที่เป็นปฏิชีวนะอยู่ ถ้าเรากินไข่ดิบบ่อยๆ โปรตีนชนิดปฏิชีวนะที่สะสมอยู่ในร่างกายจะขัดขวางไม่ให้ร่างกายได้รับ วิตามินB1 นอกจากนั้นถ้าไก่เป็นโรคไข่จะติดตามมาด้วย จึงอาจทำให้ผู้กินไข่ดิบติดโรคได้ จึงควรกินไข่ที่สุกเพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารทั้งหมดได้ ดังนั้น ไม่ควรกินไข่ดิบหรือไข่ครึ่งสุกครึ่งดิบเพื่อความปลอดภัยของร่างกาย ส่วนในการทอดไข่ดาวนั้น ไม่ควรทอดเพียงด้านเดียว ควรพลิกทอดทั้ง 2 ด้าน เพื่อประกันว่าได้ฆ่าเชื้อโรคหมดแล้ว
การกินไข่ดิบ หรือ ไข่ ที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก ถ้าไข่แดงเป็นยางมะตูมอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับกินไข่ขาวที่เป็นยางใส ๆ เพราะไข่ขาวจะย่อยยาก เนื่องจากไข่ขาวดิบทั้งหมดเป็น “อัลบูลมิน” ถ้าไม่สุกจะทำให้มีปัญหาเรื่องลำไส้ ไม่ค่อยย่อยยิ่งถ้าเป็นคนแก่จะไม่มีน้ำย่อยมาย่อย “อัลบูลมิน”
นอกจากนี้การกินแต่ไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เพราะกลัวไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง จะทำให้โปรตีนในไข่ขาวตัวหนึ่ง ชื่อ “อะวิดิน” ไปจับกับ “ไบโอติน” ในร่างกาย ซึ่ง “ไบโอติน” เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นผม และสุขภาพผิว อีกทั้งการกินแต่ไข่ขาวอย่างเดียวร่างกายจะไม่ได้ “ไบโอติน” ที่อยู่ในไข่แดง แถม “อะวิดิน” ก็ไปจับกับไบโอตินอีก สรุปว่าต้องกินทั้งไข่ขาวและไข่แดง ด้วยการปรุงสุกเท่านั้น จะเป็นไข่ไก่ หรือไข่เป็ดก็ได้ ถ้าจะให้ดีควรต้มดีที่สุด เพราะถ้าทอดหรือเจียว เรามักจะทอดกับน้ำมันพืช ซึ่งมีโอเมก้า 6 จะยิ่งไปต้านโอเมก้า 3 ในไข่
ด้านนายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การกินไข่สุก ๆ ดิบ ๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่ แถมย่อยยาก และอาจมีเชื้อซาโมเนลลา หรือ อี.โคไล ที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร และที่สำคัญอาจจะไม่ปลอดจากเชื้อไข้หวัดนก สรุปว่า กินไข่ดิบ ๆ สุก ๆ ไม่มีประโยชน์ สู้กินไข่สุกไม่ได้
ที่ผ่านมาสังคมไทยกลัวไข่มาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด พอพูดถึงไข่ปุ๊บ มองไข่ในเชิงลบว่า มีคอเลสเตอรอลสูง จริงอยู่ไข่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากด้วย แถมราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับโปรตีนประเภทอื่น ๆ
ก่อนที่จะกิน ไข่ ต้องดูก่อนว่า สุขภาพร่างกายของตัวเองเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ไขมันในร่างกายไม่สูง ไม่เป็นเบาหวาน ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่เป็นโรคเรื้อรังอะไร ผู้ใหญ่สามารถกินไข่ได้สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง แต่ถ้าไขมันในเลือดสูง มีภาวะโรคอ้วน ต้องให้แพทย์แนะนำ โดยสามารถกินได้สัปดาห์ละ 1 ฟอง หรือกินเฉพาะไข่ขาว ซึ่งไม่มีคอเลสเตอรอล แต่มีโปรตีน ส่วนเด็กอายุตั้งแต่ 1 ขวบ วัยเรียน ไปจนถึงวัยอุดมศึกษา สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง สัปดาห์ละ 7 ฟอง เพราะต้องใช้พลังงานสูง โดยไข่จะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้ง ด้านร่างกายและสติปัญญา
ถามว่ากินไข่อย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยหลักง่าย ๆ  คือ
  1. กินไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น
  2. ควรกินไข่ไปพร้อม ๆ กับอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ควรกินไข่อย่างเดียว โดยเฉพาะการกินไข่ร่วมกับผักจะมีไฟเบอร์ช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ได้ส่วนหนึ่ง
  3. ควรกินไข่ในหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายเมนู คนที่มีภาวะไขมันในร่างกายสูง ควรหันมากินไข่ต้ม ไข่ตุ๋น แทนไข่เจียวหรือไข่ดาว
  4. เมื่อกินไข่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ไขมันสูงในวันเดียวกัน เช่น กินไข่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงกินข้าวขาหมู ปลาหมึก กุ้ง
  5. กินไข่แล้วออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะลดภาวะ เสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลสูงได้
ขอบคุณที่มาจาก : www.mongkoltemple.com

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อยุ่ห้องแอร์เย็นๆ ทําไมปวดปัสสาวะบ่อย

126859278

Q : เวลาอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แต่ดื่มน้ำปกติ จะปวด ปัสสาวะ บ่อยมาก แทบทุกชั่วโมง ถือว่ามีความปกติรึเปล่า ต้องรีบไปตรวจไหมคะ
A : อาการ ปัสสาวะ บ่อยเป็นกลุ่มอาการของโรคกระเพาะ ปัสสาวะ ไวเกิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ปัสสาวะ บ่อยกว่าปกติ เช่น 1-2 ครั้งต่อชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ หรือการรับประทานเครื่องดื่มบางประเภท เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอลล์  สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการกระเพาะ ปัสสาวะ ไวเกิน ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อกระเพาะ ปัสสาวะ ผิดปกติ ทำให้มีการสั่งงานให้กล้ามเนื้อกระเพาะ ปัสสาวะ บีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ปริมาณ ปัสสาวะ ไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกว่าปวดปัสสาวะ  ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีอาการดังกล่าว ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน, โรคเบาหวาน, โรคเบาจืด, การผ่าตัดอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
สำหรับอาการที่ถาม น่าจะเกิดจากความเย็นกระตุ้นทำให้ ปัสสาวะ บ่อยได้ อาจจะลองสังเกตง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในที่เย็นแล้วยังมีอาการดังกล่าวหรือไม่ ถ้ายังมีอาการดังกล่าวอยู่หรือมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย เป็นต้น ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคต่อไป
ขอบคุณที่มาจาก : www.lisaguru.com
ตอบโดย : นายแพทย์กัมพล ปิยะศิริศิลป์  อายุแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์
c August 4, 2014 b Sushada.ch Z วิธีรักษาสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิทานธรรมะ -โคกตัญญู

 นิทานธรรมะ-โคกตัญญู
 

แม่ของเราจนทรัพย์นัก...แต่ความรักในตัวเราท่านมิได้จนเลย
ท่านเลี้ยงเราด้วยความเหนื่อยยาก
...เราจะตอบแทนความรักของท่านอย่างไรดี..."



โคกตัญญู
ความกตัญญูเป็นคุณสมบัติของคนดี
กตเวทีเป็นคุณธรรมแห่งผู้มีใจสูง
ผู้เช่นนั้นย่อมได้ความสุขความเจริญและความสรรเสริญจากชุมนุมชน
ไม่เพียงแต่คนดอก แม้สัตว์ดิรัจฉานบางตัวที่มีคุณธรรมเช่นนั้น
ใครรู้เรื่องเข้าก็อดนิยมชมชอบมิได้


ดังเรื่อง โคดำ (กัณหะ)...

นานมาแล้วมีโคตัวหนึ่ง สีกายดำ
เมื่อยังเป็นลูกโคน้อยๆ อยู่ เจ้าของพาไปพักอาศัย ณ เรือนของหญิงแก่คนหนึ่ง
ตกลงกันว่า จะให้ลูกโคตัวนั้นเป็นค่าที่พัก

วันรุ่งขึ้นเจ้าของจากไป ทิ้งลูกโคดำไว้ให้หญิงแก่เจ้าของเรือน
หญิงนั้นรักใคร่ลูกโคเหมือนบุตรของตน จึงเลี้ยงอย่างดียิ่ง
ใครๆ พากันเรียกลูกโคนั้นว่า "อัยยิกาฬกะ" หรืออัยยิกากัณหะ แปลว่า โคดำของคุณยาย

กัณหะ เป็นโคที่เรียบร้อย เสงี่ยมเจียมตัว ไม่มีอาการแห่งสัตว์ดุร้าย
ชาวบ้านและเด็กๆจึงชอบ พวกเด็กๆ ชอบจับที่เขาแล้วห้อยโหนเล่น
จับที่หู ที่คอ และฉุดหางเล่นบ้าง ขึ้นขี่บนหลังบ้าง
กัณหะไม่เคยแสดงอาการรำคาญหงุดหงิดเลย
มีแต่ความเมตตาปรานีต่อเด็กๆ ซึ่งมีร่างกายเล็กกว่าตนหลายเท่า
เมตตาปรานีและความเสียสละนั้นเปี่ยมล้นอยู่ในใจของกัณหะ

กัณหะเที่ยวไปหากินกับโคอื่นๆ ในถิ่นเดียวกันเป็นประจำทุกวัน
ใจก็คิดอยู่เสมอว่า 
"แม่ของเราจนนัก แต่ไม่จนความรัก ท่านรักเราเหมือนลูก
เลี้ยงดูเราด้วยความเหนื่อยยาก
ทำอย่างไรหนอเราจะได้ทำการรับจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง
ได้ทรัพย์มาช่วยแม่ให้พ้นจากความยากจน"

ตั้งแต่นั้นมา กัณหะก็รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ
เช่น รับจ้างเขาลากเกวียนบ้าง
ดูแลโคเล็กๆ ไม่ให้เที่ยวซุกซนไปในที่อันตรายบ้าง

ต่อมาวันหนึ่ง ลูกพ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง
นำเกวียนประมาณห้าร้อยเล่มมาถึงท่าน้ำที่ข้ามลำบาก
โคของพ่อค้าเกวียนไม่สามารถลากเกวียนข้ามได้
โคเทียมเกวียนเป็นคู่ๆ ตั้ง ๕๐๐ เล่มติดต่อกันไป
ไม่สามารถลากเกวียนให้ข้ามได้แม้เล่มเดียว

ขณะนั้น โคกัณหะและโคของชาวบ้านอื่นๆ
หากินอยู่แถบนั้นไม่ไกลจากหมู่เกวียนเท่าใดนัก
บุตรของพ่อค้าเกวียนเป็นคนฉลาดในการดูลักษณะโค
เที่ยวเดินหาโคซึ่งหากินอยู่แถบนั้น
เห็นโคกัณหะแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็น "อุสุภอาชาไนย"
มีกำลังมาก สามารถลากเกวียนให้ข้ามท่าได้
จึงถามเด็กเลี้ยงโคว่า ใครเป็นเจ้าของโคนี้
เด็กเลี้ยงโคบอกว่า ในที่นี้ไม่มีเจ้าของ
ถ้าต้องการจะให้ลากเกวียนก็จงจับมันไปเถิด

พ่อค้าเกวียนจับโคกัณหะนั้นจูงไป แต่โคไม่ยอมเดิน
คิดอยู่ในใจว่า จะต้องตกลงค่าจ้างกันก่อน
พ่อค้ารู้ความประสงค์ของโคนั้น จึงสัญญาว่าถ้าลากเกวียนไปได้
จะให้เงินเล่มละสองกษาปณ์ รวมเป็นพันกษาปณ์

เมื่อได้ฟังดังนั้น โคกัณหะจึงยอมเดินไป
และลากเกวียนทีละเล่มด้วยกำลังทั้งหมดที่มีอยู่
ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง และแรงกตัญญู

พ่อค้าเกวียนห่อทรัพย์ให้ ๕๐๐ กษาปณ์แล้วผูกให้ที่คอ
แต่โคกัณหะรู้ว่าถูกโกงค่าแรงไปตั้งครึ่งจึงไม่ยอมให้พ่อค้าไป
คือยืนขวางทางเอาไว้ พ่อค้าจะหลบเลี่ยงอย่างไรก็ไม่ยอม
พ่อค้าเกวียนรู้ว่า ไม่อาจโกงแรงงานโคนี้ได้
จึงเพิ่มเงินให้ครบพัน ห่อแล้วแขวนคอให้

โคได้ทรัพย์แล้วดีใจ รีบวิ่งเอาไปให้คุณยายที่เลี้ยงตนมา
โคกกัณหะมีรูปร่างซูบซีด
ตาแดงมากเพราะ้ต้องออกแรงลากเกวียนถึง ๕๐๐ เล่ม

คุณยายเห็นโคของตนอยู่ในลักษณะเช่นนั้น
จึงถามพวกเด็กที่วิ่งตามมาว่า
โคของฉันได้ทรัพย์ที่ไหนมาและทำไมจึงตาแดงเช่นนี้
พวกเด้กเลี้ยงโคเล่าเรื่องทั้งปวงให้คุณยายทราบ

คุณยายทราบแล้วไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ด้วยปีติกับสงสารระคนกัน
ลูบสีรษะของโคอันเสมือนลูกของตน พลางกล่าวว่า

"แม่จะต้องเลี้ยงชีวิตด้วยค่าแรงของเจ้าด้วยหรือ ?
ลูกรัก...ทำไมเจ้าจึงยอมทนทุกข์ทรมานถึงปานนี้ด้วยเล่า..."
ดังนี้แล้วเอาน้ำอุ่นอาบให้ ทาน้ำมันให้ทั่วตัว
กอดคอลูบศีรษะด้วยความรักใคร่
ฝ่ายโคเล่าก้ปลื้มใจหาน้อยไม่
ที่มีโอกาสได้เปลื้องผู้มีอุปการคุณต่อตนให้พ้นจากความยากจน


พวกเด็กๆ น่าจะถือเอาเรื่องโคกัณหะเป็นแบบอย่าง
ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแทนการเอาแต่กินเล่นเที่ยว
ซึ่งจะยังความปลื้มใจแก่บิดามารดาหรือผู้มีพระคุณของตนอย่างยิ่ง

:b48::b48::b48:


เรียบเรียงจาก...
นิตยสารศุภมิตร ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๕๕๑
เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ หน้า ๔๘-๕๐

dhammajak.net/

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สูขภาพดีจาก ถั่ว หลากชนิด

ถ้าถามว่าอาหารประเภทใดที่อุดมสมบูรณ์ไป ด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนทุกอย่าง และเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยแล้ว ในฐานะของอาจารย์ทางด้านโภชนาการและนักกำหนดอาหารจะขอเลือกอาหารในกลุ่มของ ถั่ว หรือ Beans เนื่องมาจาก ถั่ว เป็นพืชที่หาได้ง่าย ราคาไม่สูง และเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณของโปรตีนสูงไม่แตกต่างมากกับเนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงกว่าและมีไขมัน อิ่มตัวรวมถึงอาจมีการปนเปื้อนของสารเร่งสี สารกันบูดร่วมด้วย พืชในกลุ่ม ถั่ว จะมีใยอาหารสูงเมื่อเทียบกับพืชในกลุ่มผักหรือผลไม้ การรับประทาน ถั่ว จึงทำให้อิ่มท้องได้นาน ช่วยดักจับไขมัน ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ถั่ว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งในรูปอาหารคาว อาหารหวาน หรือแม้แต่เป็นอาหารกินเล่นก็ได้ ถั่ว ที่เรารู้จักกัน เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ และถั่วขาว
beans
ถั่วเขียวหรือถั่วทอง ซึ่ง เรานิยมนำมาทำขนม เช่น ถั่ว เขียวต้มน้ำตาล หรือนำมาทำอาหารเช่นเนื้อสัตว์เทียมพวกโปรตีนเกษตร ถั่วเขียวให้คุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันต่ำ มีแร่ธาตุ และวิตามินหลากหลายชนิดเช่น วิตามินเค, วิตามินซี, วิตามินเอ, วิตามินบีรวม โฟเลต และ เหล็ก ในถั่วเขียวยังมีใยอาหารสูงซึ่งเป็นส่วนที่ดีเพราะทำให้อิ่มเร็วและดูดซึม ไขมันและน้ำตาลได้ ถั่ว เขียวมีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ใน ถั่ว เขียวมีโปรตีนที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์แต่ไขมันน้อยมากและไม่มีโคเลสเตอร อลซึ่งเป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคอ้วนลงพุง หัวใจและหลอดเลือด ใน ถั่ว เขียวอาจจะไม่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทุกชนิด แต่การรับประทาน ถั่ว เขียวรวมกับธัญพืชตัวอื่นๆ เช่นข้าว เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน หรือถั่วประเภทอื่นๆ ก็จะทำให้ได้กรดอะมิโนที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ
ถั่วเหลือง จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีการนำเอา ถั่ว เหลืองมาทำงานวิจัยหลากหลายทั่วโลก ในสมัยก่อนกลุ่มผู้ที่นิยมบริโภค ถั่ว เหลืองคือประชากรในแถบเอเซีย แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากความนิยมและคุณประโยชน์ต่อร่างกายจึงทำให้มีการบ ริโภค  ถั่ว เหลืองในทุกที่ทั่วโลก ถั่ว เหลืองมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ตัวหนึ่งที่โดดเด่นและน่าสนใจคือ กลุ่ม ไอโซฟลาโวนส์ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถั่ว เหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะที่มีภาวะหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักที่ควบคุมการเสริมสร้างกระดูกของ ร่างกาย และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นของผิวหนัง การกินน้ำนมถั่วเหลือง หรือ เต้าหู้ก็เป็นอีกหนทางที่ดีที่จะช่วยคุณสุภาพสตรีลดหรือบรรเทาอาการข้าง เคียงจากภาวะหมดประจำเดือน อาหารที่ทำจาก ถั่ว เหลืองจะมีประโยชน์สำหรับหัวใจและยังลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคอ้วนลงพุง หรือเมตาโบลิกซินโดรม
องค์การอาหารและยาของอเมริกาแนะนำว่าให้รับ ประทานโปรตีนที่ทำจาก ถั่ว เหลืองวันละ 25 กรัม ร่วมกับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ถั่ว เหลืองมีโปรตีนสูงใกล้เคียงกันกับนมแต่มีไขมันอิ่มตัวที่น้อยกว่านม ทำให้ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติสามารถดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวได้ และได้ประโยชน์จากสารพฤกษาเคมีตัวอื่นๆ ร่วมด้วย ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้ออาหารที่ผลิตมาจากถั่วเหลืองได้หลากหลายเช่น เต้าหู้ทั้งชนิดนิ่ม แข็ง หลอด และอื่นๆ เต้าหู้ยี้ โปรตีนเกษตร ไอศกรีม เต้าเจี้ยว ซอสปรุงรสต่างๆ หรือจะนำมาเพาะงอกให้กลายเป็น ถั่ว งอกหัวโตก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลากหลาย
ถั่วแดง เป็นถั่วที่นิยมรับประทานกันมาก โดยการนำ ถั่ว แดงมาปรุงอาหารนั้นมีหลายวิธี เช่นซุปถั่วแดง ถั่วแดงต้มน้ำตาลทรายแดง ขนมปังใส้ถั่วแดง หรือถั่วแดงต้มโรยสลัด โดยเฉพาะขนมหวานในประเทศญี่ปุ่นและจีนมีการใช้ ถั่ว แดงเป็นหลักซึ่งทำให้ถั่วแดงได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศทางแถบเอเซีย และสำหรับ ถั่ว แดงนั้น แพทย์จีนถือว่าช่วยบำรุงหัวใจ ประเภทอาการใจสั่น ช่วยในการบำรุงระบบประสาท บำรุงลำไส้ ลดอาการบวมน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวดบวม ปรับสภาพเลือด ขับพิษ บำบัดอาการประจำเดือนมาผิดปกติ นอกจากนั้นถั่วแดงยังมีทั้งสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ, บี, ซี และเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากโดยเมื่อเทียบกับผักและผล ไม้แล้วถือว่า ถั่ว แดงมีเส้นใยอาหารในปริมาณที่มากกว่า ดังนั้นจึงช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี อิ่มท้องนาน ทั้งยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองปริแตก นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่ช่วยบำรุงโลหิตป้องกันความผิดปกติของ ทารกในครรภ์ และยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูล อิสระ จากการวิจัยพบว่าสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในถั่วแดงนั้นมีปริมาณใกล้ เคียงหรือมากกว่าผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่เช่น บลูเบอร์รี่ และแคลนเบอร์รี่
ถั่วดำ เป็น ถั่วที่มีความนิยมมายาวนานตั้งแต่ในประเทศจีนที่นิยมนำเอา ถั่ว ดำมาต้มผสมกับสมุนไพรนานาชนิดเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยา ทางแพทย์แผนจีนถือว่าถั่วดำนั้นสามารถรักษาความร้อนในร่างกายได้ดี ช่วยกำจัดความร้อน ขจัดพิษจากตับ แก้ร้อนใน และรักษาอาการปวดต่างๆได้ดี ช่วยให้ระบบทางเดินโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น สารสำคัญที่มีอยู่ในถั่วดำที่ก่อให้เกิดสีดำคือสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ในองุ่น บลูเบอร์รี่ สารนี้เป็นตัวที่ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งที่ระบบทางเดินอาหารได้ดี การรับประทานถั่วดำเป็นประจำจะทำให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับของเสีย ช่วยทำให้ลดการดูดซึมของไขมันและสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
ถั่วขาว เป็น ถั่วอีกชนิดที่กำลังเป็นที่นิยม ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจาก ถั่ว ขาวเพื่อนำมาเป็นอาหารเสริมควบคุมน้ำหนักเนื่องมาจากสารสำคัญที่มีอยู่ใน ถั่วขาวที่ชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีคุณสมบัติทำให้เอนไซม์อะไมเลสเป็นกลาง มีผลทำให้แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนจากเเป้ง กลายเป็นน้ำตาลได้ถึงร้อยละ 50-66 นั่นหมายความว่า หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและมีโอกาสที่จะ เปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใยแทน บางงานวิจัยแนะนำการรับประทานถั่วขาวในปริมาณวันละ 1 ถ้วย จะสามารถลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก และควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อ ถั่ว ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นที่ซุปเปอร์มาเก็ต หรือในตลาด มี ทั้งในรูปแบบที่ผลิตบรรจุในซอง หรือแบบที่ตักชั่งน้ำหนัก ซึ่งหากซื้อแบบบรรจุซองก็จะสามารถทราบระยะเวลาการเก็บก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพ ไป หรือช่วยป้องกันแมลงที่จะขึ้นได้ หากไม่มีเวลาที่จะนำเอา ถั่ว มาต้มหรือนึ่งได้เอง ก็สามารถใช้ในรูปแบบของ ถั่ว ต้มสุกในกระป๋องได้ ซึ่งก็มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ และ หลายประเภททั้งในน้ำมัน และ น้ำเกลือ
ข้อ แนะนำหากใช้ถั่วที่ต้มสุกบรรจุกระป๋องนั้น ควรที่จะเอาน้ำเกลือทิ้งและล้างถั่วอีก 1-2 ครั้งเพราะในน้ำเกลือนั้นจะมีปริมาณของโซเดียมที่สูง ไม่ดีต่อผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และเบาหวาน โดยปกติ 1 ถ้วยของถั่วต้มสุกกระป๋องจะมีปริมาณของโซเดียมอยู่ที่ 720 มิลลิกรัม หากเราล้างน้ำออก 2 ครั้ง จะสามารถลดปริมาณโซเดียมลงมาที่ 220 มิลลิกรัม หากรับประทานถั่วแล้วมีอาการอาหารไม่ย่อยหรือลมขึ้น ควรเริ่มจากการรับประทานถั่วในปริมาณน้อยๆ ก่อน เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัว และรับประทานถั่วที่ต้มสุกออกนิ่มก็จะช่วยลดการเกิดลมในท้องได้ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการลมในท้องจะดีขึ้นหลังจากที่มีการบริโภคถั่วเป็นประจำ 4-8 อาทิตย์ขึ้นไป และที่สำคัญเนื่องจากถั่วเป็นแหล่งที่มาของใยอาหาร ดังนั้นจึงควรที่จะดื่มน้ำให้เพียงพอ 8 แก้วขึ้นไป

ที่มา: ชุดโครงการรวมพลังขยับกาย สร้างสังคมไทยไร้พุง โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล  อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไม่ต้องขาว ก็มี ผิวดี ได้ไม่ยากด้วยการกิน

ไม่ต้องขาว ก็มี ผิวดี ได้ไม่ยากด้วยการกิน

ไม่ต้องขาว ก็มี ผิวดี ได้ไม่ยากด้วยการกิน  รูปที่ 1
เกิดเป็นคนไทยสมัยนี้เนี่ยลำบากเหมือนกันนะครับ เพราะคนไทยแห่กันไปให้ความนิยมกับอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองซะเหลือเกิน หนึ่งในนั้นคือ “นิยมผิวขาว” ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิงขาวหมวย มากกว่า คมเข้ม หรือ หนุ่มๆเองนี่แหละที่อยากขาว กลับกลายเป็นว่าถ้าถามหนุ่มๆ สมัย นี้ว่าอยากขาวตี๋ หรือ คมเข้ม เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงอยากขาวตี๋ตามกระแสเป็นแน่ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ผิวของคนไทยต้องออกโทนแทนๆเข้มๆซะด้วยซ้ำ หลายๆคนถึงขั้นพยายามดิ้นรนทำให้ผิวตัวเองดูขาวขึ้น เอาเถอะครับ ให้บ่นเรื่องนี้คงอีกยาวแน่ๆ ไหนๆเราก็เกิดมากับผิวแบบนี้ เราเองก็มีสามารถมีผิวที่กระจ่างใส ดูสุขภาพดี ซึ่งไม่ได้แปลว่าขาวนะครับ ผิวดีกับผิวขาวไม่เหมือนกัน
ผิวที่ดี มักมีลักษณะเกลี้ยงเกลา มีริ้วรอย หรือ จุดด่างดำ ตำหนิน้อย ชุ่มชื้น และเรียบเนียน ซึ่งลักษณะดังกล่าว “ผิวแบบคนไทย” เองก็สามารถเป็นได้ หากรู้จักดูแลรักษาทั้งการบำรุงจากภายนอก และ บำรุงผ่านอาหารที่เราทานเข้าไปซึ่งมีส่วนกับผิวเราเป็นอย่างมาก  แล้วอาหารอะไรบ้างล่ะ ที่จะทำให้ผิวเรามีสุขภาพดี?
ไม่ต้องขาว ก็มี ผิวดี ได้ไม่ยากด้วยการกิน  รูปที่ 2
มะพร้าว – ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือเนื้อ เป็นที่นิยมเอามาทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เช่น น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิว-ผม เพราะมีสารเอสโตรเจนที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
โยเกิร์ต -  โยเกิร์ตสามารถกำจัดแบคทีเรียในร่างกายได้ ทำให้ขับถ่ายสะดวก การขับถ่ายสะดวกอย่างเป็นประจำทำให้ผิวพรรณสดใสไร้สิว หากทานได้เป็นประจำทุกวันจะยิ่งเห็นผลได้เป็นรูปธรรมอย่างรู้สึกได้
องุ่น -  มีคุณสมบัตช่วยลดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ และกระชับผิว กระตุ้นความสดชื่นได้เร็ว เพราะน้ำตาลในองุ่นเป็นน้ำตาลธรรมชาติ ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลย ช่วยเร่งในการเผาผลาญได้มากยิ่งขึ้น น้ำองุ่นสด ๆ จะมีแร่ธาตุครบถ้วน ทั้งแคลเซียม ทองแดง กรดโฟลิก จะเห็นได้ว่ามีหลายๆผลิตภัณฑ์บำรุงผิวนำองุ่นมาเป็นส่วนประกอบหลัก
แครอท – และผักผลไม้สีเหลือง/ส้ม มีสารอาหารในกลุ่มของวิตามินเอ ตามธรรมชาติ หรือ กลุ่มแคโรทีนอยด์  โดยมีสารหลักที่สำคัญคือ เบตาแคโรทีน ที่ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระหลังออกแดดและปกป้องผิวเราจากการถูกทำลายด้วยแสง ยูวีนั่นเอง

จะว่าไปแล้วนั้น การทานอาหารในแต่ละครั้งควรมี “ผักหรือผลไม้” เป็นส่วนผสมในแต่ละมื้อจะเป็นดีที่สุด และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “น้ำ” น้ำ เปล่าสะอาดที่หนุ่มๆเองควรดื่มบ่อยๆให้เป็นนิสัย ไม่ดื่มแค่เฉพาะตอนกระหายเท่านั้น เพราะน้ำนั้นสามารถไปหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังและส่งเสริมการทำ งานของระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย