วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โรคอ้วน ภาพ X-ray ร่างกาย น่ากลัวมาก อ้วนจนลุกยืนไม่ขึ้น

โรคอ้วน ภาพ X-ray ร่างกาย น่ากล้วมาก อ้วนจนลุกยืนไม่ขึ้น

โรคอ้วน
โรคอ้วน มันเป็นอันตรายกว่าที่เราคิดนะครับ นอกจากทำให้เราไม่มั่นใจในรูปร่างตัวเองแล้ว มันยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ซึ่งวันนี้ทาง Men.MThai จะขอนำภาพ X-ray ของผู้ที่เป็น โรคอ้วน จนทำให้ตัวเองลุกขึ้นยืน และเดินไม่ได้มาฝากเพื่อนๆ กันครับ
โรคอ้วน
โรคอ้วน
นี่คือภาพถ่าย X-ray จาก บริตัน คีท มาร์ติน (Briton Keith Martin) ผู้ชายที่เป็น โรคอ้วน หนักถึง 980 ปอนด์ หรือ 444 กิโลกรัม ซึ่งเรียกว่าเป็นน้ำหนักที่หนักมากๆ สำหรับคนๆ หนึ่ง โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดย โปรแกรม แอนิเมชั่นคอมพิวเตอร์ (computer animation) อิงจากภาพสแกน X-ray จากร่างกายจริงของเขา โดยตัวของ บริตัน นั้นได้เข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ตามติดชีวิต ของหนุ่มอ้วนที่มีปัญหาทางด้านร้างกายที่อยู่ในระดับวิกฤต ของรายการโทรทัศน์ต่างประเทศอย่างรายการ 70 Stone & Almost Dead ซึ่งรายการนี้จะตามติดชีวิตของเขาทุกฝีก้าว ในการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ตลอดจนรวมไปถึง การที่เขาจะได้ลุกยืนครั้งแรก ในรอบ 2 ปีเลยทีเดียว
โรคอ้วน
โรคอ้วน
โดยค่า ดัชนีมวลกาย ของ บริตัน คีท มาร์ติน อยู่ในระดับสูงถึง 155 เลยทีเดียว ถ้าวัดกันตามจริงแล้ว ค่า ดัชนีมวลกาย ของผู้ชายมาตรฐานจะอยู่ที่ค่า 22-23 เพียงเท่านั้น ซึ่ง โรคอ้วน ของเขาสร้างความอันตรายให้กับชีวิตเขาเป็นอย่างมาก จนทางทีมแพทย์ต้องออกมาเตือนว่า เขาจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ถ้าเขาไม่ยอมที่่จะลดน้ำหนักลง และในที่สุด ตามที่ ทางรายการ 70 Stone & Almost Dead นำเสนอมา บริตัน สามารถลดน้ำหนักไปได้ถึง 158 กิโลกรัมเลยทีเดียว และเขาก็สามารถยืนได้เป็นครั้งแรก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในการตั้งใจไปศัลยกรรมดูดไขมันออกต่อไป
โรคอ้วน
โรคอ้วน
การวัดค่า ดัชนีมวลกายด้วยตัวเอง
BMI เป็นค่าที่กำหนดขึ้นมาใช้ในทางการแพทย์ซึ่งการแปลผลจะมุ่งเน้นที่ความเสี่ยง ต่อสุขภาพเมื่อดัชนีมวลกายสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์มากกว่าที่จะใช้เพื่อประเมิน รูปร่าง (Body shape) หรือความดึงดูดทางเพศ (Sex appeal or attractiveness) นั่นคือ ผู้ชายที่ BMI > 18.5 kg/m2 หลายคนอาจจะมีรูปร่างผอมอยู่ (Skinny or thin body) หรือผู้หญิงที่ BMI > 21 kg/m2 อาจจะอวบๆ ท้วมๆ ดังนั้นถ้าคุณจะใช้ BMI เพื่อดูว่ารูปร่างสมส่วนหรือไม่ ขอแนะนำดังนี้
  • ผู้ชาย : รูปร่างจะดูมีกล้ามเนื้อ ได้สัดส่วน ควรมี BMI 22 – 23 kg/m2 (+/- 0.5 kg/m2)
  • ผู้หญิง : รูปร่างจะดูมีส่วนเว้าโค้ง ควรมี BMI 19 – 20 kg/m2 (+/- 0.5 kg/m2)

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ใช้ไม้จิ้มฟัน ผิดวิธี เสี่ยงเหงือกพัง

เวลาเศษอาหารติดตามซอกฟัน สิ่งที่คิดถึงก่อนอื่นเห็นจะเป็น ไม้จิ้มฟัน ไม้จิ้มฟัน เป็นอุปกรณ์ที่มีใช้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลาเศษอาหารติดตามซอกฟัน คุณทำอย่างไร?
สิ่งที่คิดถึงก่อนอื่นเห็นจะเป็น ไม้จิ้มฟัน  ไม้จิ้มฟัน เป็นอุปกรณ์ที่มีใช้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ทำจากไม้ โลหะ เขาสัตว์ ปัจจุบันทำมาจากพลาสติกก็มีมาก ลักษณะของ ไม้จิ้มฟัน ส่วนมากจะเป็นแท่งกลมเรียวแหลมเล็ก หน้าที่หลักของ ไม้จิ้มฟัน คือเพื่อใช้เขี่ยเศษอาหารชิ้นโตๆ ที่ติดตามซอกฟัน แต่ ไม้จิ้มฟัน ไม่สามารถทำความสะอาดในระดับที่เอาคราบอาหารหรือที่เรียกว่าคราบพลัค (plaque) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันฟุและเหงือกอักเสบได้
153881961
การ ทำความสะอาดซอกฟันหรือด้านข้างของฟัน ทันตแพทย์จะมีอุปกรณ์หลายๆ อย่างที่จะแนะนำให้ใช้ เช่น ไหมขัดซอกฟัน (dental floss) แปรงซอกฟัน (interproximal brush) หรือ water pick
ไหมขัดซอกฟันเป็นใยไน ล่อนที่ใช้ทำความสะอาดซอกฟันและสามารถขจัดคราบอาหารหรือเศษอาหารชิ้นโตๆ ได้อย่างดี และไม่เป็นอันตรายต่อเหงือก เพียงแค่มีข้อจำกัดที่ต้องฝึกฝนในการใช้และจะใช้เวลาบ้างเล็กน้อยที่จะทำ ความสะอาดให้ครบทุกซี่ ทีนี้ถ้าเรามาเทียบ ไม้จิ้มฟัน กับไหมขัดฟันแล้วอะไรจะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ดีกว่ากัน…
ตัว ไม้จิ้มฟัน ที่ใช้กันอยู่ มักจะใช้แบบผิดวิธี คือ เราจะใช้จิ้มเอาเศษอาหารออกโดยการผลัก ไม้จิ้มฟัน ให้ผ่านซอกเหงือก เพราะความเรียวเล็กที่ปลายและใหญ่ที่โคน เมื่อผลักเลยเข้าไปในซอกฟันมากๆ เข้าขนาดของ ไม้จิ้มฟัน ก็ไปเบียดให้ยอดเหงือกถูกกดต่ำลง เมื่อใช้กันทุกวี่ทุกวันหลังอาหาร ยอดเหงือกที่เคยแหลมๆ ปิดซอกฟันจะถูกเบียดให้ต่ำลง และทำให้มีช่องว่างใหญ่ขึ้น ช่องว่างใหญ่มีผลทำให้เศษอาหารติดง่ายยิ่งขึ้น (ยิ่งใช้ ไม้จิ้มฟัน เศษอาหารก็ยิ่งติด) เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างฟันทำให้ขาดความสวยงามโดยเฉพาะฟันหน้า
วิธี ใช้ ไม้จิ้มฟัน อย่างถูกต้อง ก็คือ ใช้ ไม้จิ้มฟัน เขี่ยเศษอาหารมากกว่าการจิ้มเข้าไป เวลาเขี่ยเศษอาหารเราเขี่ยจากเหงื่อไปตามซี่ฟันไม่ควรทิ่มจากด้านหน้าฟัน ทะลุไปถึงหลังฟัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ ไม้จิ้มฟัน จะไม่กดเหงือกให้ลดต่ำลง โอกาสเกิดช่องว่างก็น้อยลง เมื่อเกิดช่องว่างแล้วโอกาสแก้ไขให้ยอดเหงือกกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมเป็น เรื่องยากมาก
ความสะอาดของ ไม้จิ้มฟัน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจาก ไม้จิ้มฟัน ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไปไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง การใช้ ไม้จิ้มฟัน ไม่ระมัดระวังอาจมีการติดเชื้อได้โดยเฉพาะคนที่มีโรคเหงือกอักเสบอยู่แล้ว หรือมีการหักของ ไม้จิ้มฟัน คาอยู่ที่เหงือก
จะเห็นได้ว่า ไม้จิ้มฟัน เองมีประโยชน์ในการเขี่ยเอาเศษอาหารออกก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีผลต่อโครงสร้างของเหงือกด้วยเช่นกัน

ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร health today
www.thaihealth.or.th

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วิธีแก้ปัญหา ผ้าอับชิ้น

วิธีแก้ปัญหา ผ้าอับชื้น

ผ้าอับชื้น
             ฝนตกทุกวันแบบนี้ พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายคงมีปัญหากับการซักผ้าแล้วการตากผ้าแล้วไม่แห้ง ผลที่ตามมาก็คือเสื้อผ้าเหม็นอับ ทำให้เกิดความน่ารำคาญ แต่วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหาที่ดีสำหรับการทำไม่ให้ผ้าที่ตากไม่แห้งเหม็นอับ มาแนะนำกันคะ
เสื้อผ้าเหม็นอับจากการซักแล้วไม่แห้ง ทำอย่างไรก็ไม่หาย หนีไม่พ้นต้องซักใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าเบื่อของแม่บ้าน แต่อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลยคะ ให้คุณแม่บ้านลองใส่น้ำส้มสายชูแท้ 5% ปริมาณ 3 ช้อนชา ในขั้นตอนการซัก เพื่อกำจัดเชื้อแบคที่เรียเจ้าตัวการสร้างกลิ่นอับของการติดอยู่ในเสื้อผ้า ที่เราใส่กันทุกวันนี้ ทำให้เสื้อผ้าของเราเหม็นอับไม่พึงประสงค์
วิธีนี้จะป้องกันปัญหากลิ่นเหม็นอับที่ อาจเกิดขึ้นภายหลังได้ หรืออาจจะใช้วิธีนำสารส้มมาแกว่งในน้ำ แช่ผ้าที่เหม็นอับไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาซักตากตามปกติก็ได้ลองดูกัน วิธีนี้ก็จะทำให้กลิ่นเหม็นอับหายไปโดยง่ายเลยคะ และควรแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มทุกครั้งหลังการซักเพื่อให้ผ้ามีกลิ่นหอมมากยิ่ง ขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมตามปรารถนาแล้ว ก็สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจากเสื้อผ้าเหม็นอับได้ด้วย
แต่ถ้าหากทำวิธีนี้แล้วไม่แห้งก็ควรที่ จะนำทำให้แห้งแบบรวดเร็วทันใจ ให้นำชุดเก่งที่คุณอยากจะใส่แต่ดันไม่แห้ง ไปเป่าหลังคอมเพรสเซอร์ของเครื่องแอร์ จะช่วยทำให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้นมากนะคะ หรือจะใช้ไดร์เป่าผมก็ได้รวมกับเปิดพัดลมใส่ไปด้วย แต่จะได้ประสิทธิภาพไม่เท่า
หรือในกรณีมีเครื่องซักผ้า ให้เลือกโหมดปั่นแห้งพร้อมทั้งใส่ผ้าขนหนูแห้ง ๆ ลงไปพร้อมกัน ผ้าขนหนูจะช่วยดูดความชื้นทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นกว่าปกติ หรือไม่ก็ใช้เตารีดรีดเพื่อทำให้ความชื้นของเสื้อผ้าระเหยไปเร็วขึ้น แต่ วิธีนี้แนะนำเฉพาะเวลาที่เสื้อผ้าเกือบที่จะแห้งแล้วเท่านั้น ไม่ควรเอาเสื้อผ้าที่เปียกมากมาเพราะเป็นอันตรายและยังทำให้เปลืองไฟอีกด้วย
ขอบคุณบทความดีดีจาก kroobannok.com

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กาแฟลดความอ้วน ช่วยได้จริงหรือ?

สาวๆหลายๆคนคงอยากจะหุ่นดี แต่บางคนก็ขี้เกียจออกกำลังกาย หรือชอบกินอาหารตามใจปากมากเกินไป และบางคนยังหวังพึ่งทางลัด ด้วยการกินยาลดความอ้วน ซึ่งอันตรายมากต่อร่างกายของเรา แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนแบบใหม่ ที่แฝงมากับเครื่องดื่มต่างๆ เช่น กาแฟลดความอ้วน วันนี้เรามีบทความดีๆของ พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล มาฝากกันค่ะ ใครที่เชื่อว่าทาน กาแฟลดความอ้วน แล้วจะสามารถทำให้ผอมได้ ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ…
imsis232-017
หมอ เป็นคนชอบเดินสำรวจร้านสะดวกซื้อค่ะ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อสีเขียวส้มที่มีอยู่ทุกป้ายรถเมล์ เพราะอาหารที่วางขายในร้านแห่งนี้ เป็นตัวบ่งชี้ได้เป็นอย่างดี ว่าคนไทยกำลังบริโภคอะไรกันอยู่บ้าง ระยะหลังนี้หมอสังเกตว่า ชั้นวางของหลายชั้นถูกสัมปทานเป็นเนื้อที่ของกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งจะถูกแบ่งเป็นสองหมวดหมู่ หนึ่งคือ กาแฟเน้นหวาน สำหรับคนที่อยากดื่มเอาความอร่อย ประเภทอ้วนไม่กลัว กลัวไม่หวานมัน และสองคือ กาแฟเน้นผอม มักมีคำบรรยายสรรพคุณว่ามีสารจากถั่วขาว แอลคาร์นิทีน หรืออะไรแปลกๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าคืออะไร แต่อ่านชื่อแล้วก็เชื่อไปตามกันว่าคงผอมแน่ เพราะชื่อแปลกประหลาดดีแท้ กาแฟเหล่านี้จึงมีจุดมุ่งหมายไปที่การขายให้กับคนอยากผอม และแน่นอนว่ามีคนอยากผอมจำนวนมากเสียเงินซื้อไปดื่ม ทั้งที่รสชาติก็เกินจะทน
แต่ช้าก่อนค่ะ… กาแฟดื่มแล้วผอม มีจริงหรือ?
เรื่อง การดื่มกาแฟเพื่อลดน้ำหนัก เพิ่งมาเป็นที่นิยมในสังคมไทยเมื่อช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากกระแสการโหมโฆษณาของบริษัทใหญ่ๆ และเมื่อโฆษณากรอกหูจนได้ผล มีคนเริ่มเชื่อว่ากาแฟดื่มแล้วจะผอม ก็เริ่มมีผู้ขายรายเล็กเข้ามาในตลาดด้วย นำมาสู่กระแสกาแฟลดน้ำหนักตามอินเตอร์เน็ต ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในทุกวันนี้
ใน ทางวิทยาศาสตร์แล้ว การดื่มกาแฟและชา มีส่วนเพิ่มการเผาผลาญพื้นฐานหลังดื่มบ้าง แต่น้อยมาก จนไม่มีนัยสำคัญที่จะส่งผลถึงขั้นดื่มแล้วผอมเพรียวได้ ดังนั้น การดื่มกาแฟโดยหวังจะให้ผอมนั้น จึงจัดเป็นความเวิ่นเว้อที่เป็นไปไม่ได้
ส่วน สารที่ผสมลงไปในกาแฟ เช่น ถั่วขาว โสม ไฟเบอร์ โครเมี่ยม หรือกรดอะมิโนแอลคาร์นีทีนนั้น ยังไม่มีสารตัวใดที่มีการทดลองเปรียบเทียบกับยาหลอก แล้วพบว่าช่วยให้ผอมได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ หรือช่วยให้ผอมได้ถาวรแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริมาณเพียงเล็กน้อยที่อยู่ในกาแฟลดน้ำหนักในท้องตลาด ทุกวันนี้
นอกจากไม่ผอมแล้ว แอลคาร์นิทีน ยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้ หากรับประทานเข้าไปมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นการดื่ม กาแฟลดความอ้วน ที่มีส่วนผสมของแอลคาร์นิทีนจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลย
กาแฟ ลดความอ้วน อีกประเภทหนึ่งที่น่ากลัวยิ่งไปกว่าคือ กาแฟลดความอ้วน ที่ขายตามอินเตอร์เน็ต กาแฟเหล่านี้มักอ้างอิงว่านำเข้าจากต่างประเทศ และมีหน้าม้าคอยโพสให้การสนับสนุนแบบ “ยืนยันว่าดื่มแล้วผอม” โดยไม่มีใครตรวจสอบได้ว่าหน้าม้านั้นคือคนๆ เดียวกันกับคนขายเองหรือไม่ นอกจากมีหน้าม้าเชียร์กาแฟแล้ว กาแฟเหล่านี้ยังอาจมีสัญลักษณ์องค์การอาหารและยาด้วย แต่หลายครั้งที่พบว่า เป็นสัญลักษณ์ปลอมๆ ที่ทำขึ้นมาเอง
จากการสุ่มตรวจขององค์การอาหารและ ยา พบว่ากาแฟลดน้ำหนักที่ขายตามอินเตอร์เน็ตหลายยี่ห้อดื่มแล้วผอมจริง แต่ผอมเพราะใส่ยาอันตรายเข้าไป บางยี่ห้อก็ใส่ยาที่อยู่ในกลุ่มอนุพันธ์ยาบ้า ดื่มแล้วใจสั่น เหงื่อออก กระวนกระวาย ใจเต้นผิดจังหวะ และอันตรายถึงชีวิตได้ จึงรับประกันไม่ได้ว่าดื่มแล้วจะผอมก่อน หรือตายก่อน!!
จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หมอจึงขอฟันธงตอบชัดเจนไปเลยว่า ความเชื่อที่ว่า กาแฟดื่มแล้วผอมนั้น มั่วนิ่มอย่างแน่นอน
แต่ หากจะดื่มเพราะชอบในรสชาติและความหอมของกาแฟนั้น สามารถดื่มได้ แต่ควรเลือกเป็นกาแฟดำ หรือกาแฟใส่นมรสจืดไขมันต่ำ ไม่ใส่ครีมเทียม หรือน้ำตาล ดื่มแต่พอประมาณ และอย่าดื่มมากหลังเที่ยงวัน เพราะอาจรบกวนการนอนหลับพักผ่อนยามค่ำคืนได้
ขอบคุณที่มาจาก : พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล  โครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง”
www.thaihealth.or.th

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ร้อนใน สัญญาณเตือนภัยสูขภาพ

ความเจ็บร้อนภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดหรือเพียงแค่มีอุณหภูมิ ร้อนขึ้นมาสักหน่อยก็จะแผลงฤทธิ์ให้เจ็บปวดขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่เราเรียกว่า “ ร้อนใน ” คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากในทางสุขภาพเพราะสามารถบอกโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึง เรื่องของจิตใจและอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้แถมยังเป็นมาตรวัดสุขภาพที่รู้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นหากเกิดอาการ ร้อนใน ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องทราบให้รู้แน่
ร้อนใน บอกอะไร
สาเหตุ ของแผล ร้อนใน ที่น่ารู้และดูแล้วพบบ่อยมีหลายเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ ส่วนใหญ่เรามักคิดถึงสาเหตุจากการเหนื่อยล้าหรือนอนดึกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุที่น่าสนใจอีกดังต่อไปนี้ครับ
  • ติดเชื้อในช่องปาก ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส หรือบางคนที่ภูมิไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจพ่วงเชื้อ “รา” เข้าไปด้วย มีอาการแผลกว้างและลึก มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาเปรอะ และที่แน่นอนคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างคอต้องโตด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีเชื้อแปลกบางชนิดที่ผลิตแผล ร้อนใน ได้ อาทิ เชื้อวัณโรคครับ
  • มีสิ่งแปลกปลอมในปาก อาทิ ก้างปลา เหล็กดัดฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดีเหงือก เหล่านี้มีสิทธิ์เป็นผู้ร้ายทำอันตรายเยื่อเมือกอ่อนๆ (Oral Mucosa) ได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมชั่วครั้งชั่วคราวอย่างเหล็กดัดฟัน พอเลิกใส่มันก็จะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นของที่อยู่นานอย่างฟันปลอมก็อาจทำให้เป็นแผลเรื้อรังมีกลิ่นปาก ได้ครับ
  • กินอาหารมันและหวานจัด การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันพืชจะมีกรด “โอเมก้า 6” สูง กระตุ้นการอักเสบในช่องปากได้ส่วนของหวานก็ทำให้เกิดการอักเสบและเรียกเชื้อ แบคทีเรียมารุมกินโต๊ะด้วยได้ง่ายขึ้น
ที่ว่ามาคือสาเหตุที่มัก พบบ่อยครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักพ่วงมากับ ร้อนใน คือ “ต่อมน้ำเหลืองโต” ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อ ร้อนใน หายมันก็จะหายไปเช่นกัน เรื่องสำคัญอยู่ที่ต้องแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นละครับ
185912617

ร้อนใน อาจเป็นได้มากกว่าที่คิด
การ รู้จักสาเหตุของ ร้อนใน ให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะ ร้อนใน อาจเป็นสัญญาณที่บอกเป็นนัยถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างการเป็น “มะเร็งในช่องปาก” นั้น จากการศึกษาพบว่า แผล ร้อนใน ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือสาเหตุแน่ครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแผลในปากก็อย่าเพิ่งวางใจว่าแผล ร้อนใน นั้นไร้พิษภัย ข้อนี้ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงไว้เสมอคือแผลในช่องปากไม่ใช่แผล ร้อนใน อักเสบเสมอไป แต่อาจเป็น “แผลมะเร็ง” ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นกันบ่อยแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ในกรณีของสาเหตุ ร้อนใน ที่พบได้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทมีอยู่สองอย่าง คือ
  • มะเร็งในช่องปาก สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และตัวแผลนั้นก็ดู “ดุ” กว่า ร้อนใน ทั่วไป เช่น แผลโตไว ดูขรุขระ ขอบไม่สวย และเป็นเรื้อรังผิดสังเกต
  • เชื้อไวรัสเริม เชื้อเริมเติบโตได้ดีที่เยื่อบุครับ ในช่องปากเป็นบ้านที่อยู่สบายของไวรัส เพราะมีทั้งความชุ่มชื้นอบอุ่นและเป็นส่วนตัวจึงไม่น่าแปลกที่เชื้อไวรัสแผล ในปากจะงอกงามดีอย่างที่เรียกว่าแพร่ลูกหลานไปเป็นแผลหลายจุดได้
ดัง นั้นในคนที่เป็นแผล ร้อนใน แบบมีออปชั่นเสริมอย่างมีไข้ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บและแผลดูไม่สวย แถมเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดสักทีอย่างนี้อย่านอนใจครับ
ต้าน ร้อนใน ด้วยสูตรป้องกันแผลในปาก
ประการ แรก ให้ตัดบุหรี่และพิษที่เสี่ยงต่อช่องปาก เช่น ของทอดของมัน ของหวานจัด รวมถึงการกินของร้อนจัดเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปประการต่อมาคือ เรื่องของอาหาร โดยขอให้เน้นอาหารที่มี “ฤทธิ์เย็น” ซึ่งช่วยดับการอักเสบได้ มักมีรสขมซึ่งอุดมไปด้วยธาตุฝาดสมานอย่างมะระ ผักที่มีรสขมเป็นยาของแท้ ถ้าอยากแก้อาการ ร้อนใน ต้องไม่พลาดเมนูต้มมะระหรือมะระผัดไข่ ส่วนคนที่สนใจทางเลือกอาจนำมะระมารับประทานกับขนมจีนน้ำยาก็อร่อยดีครับ ส่วนสะเดาเอาใจผู้ที่ชอบสูตรน้ำปลาหวาน แต่สำหรับสูตรต้านแผลในปากไม่อยากให้รสหวานหรือเค็มเกินไป อาจรับประทานกับปลาย่างสูตรโบราณก็ได้เพราะในสะเดามีทั้งโฟเลต ธาตุเหล็ก และสังกะสีที่ช่วยแผล ร้อนใน อีกทั้งวิตามินช่วยสมานแผลที่ผิวหนังอย่างวิตามินเอและซีก็มีอยู่มากครับ
นอก จากนี้ยังมีประเภทเครื่องดื่มที่เยียวยาแผล ร้อนใน ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบกและน้ำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีเคมีที่ช่วยดับอักเสบอย่าง “วิตามินบี” มาก ช่วยสมานแผลที่กำลังอักเสบอยู่และปกป้องช่องปากจากแผล ร้อนใน หากต้องการเพิ่มคุณค่า เวลาดื่มน้ำข้าวกล้องงอกให้ใส่ธัญพืชเข้าไปด้วยจะยิ่งช่วยได้มากครับ สำหรับน้ำเก๊กฮวยจะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็เป็นของช่วยลดอาการร้อนอักเสบใน ร่างกายได้หรือจะเป็นน้ำเฉาก๊วยเย็นชื่นใจใส่น้ำตาลพอหวานปะแล่มๆ ช่วยให้ปากที่ ร้อนใน สบายขึ้นเหมือนติดแอร์เลยครับ
ที่ว่ามาเป็นทาง เลือกที่จะใช้ช่วยทุเลาอาการ ร้อนใน ได้ และในกรณีที่เป็นไม่มากก็รักษาให้หายได้เลย จะได้ไม่ต้องใช้ “ยาป้ายแก้แผล ร้อนใน ” บ่อยเกินไป เพราะยาป้ายกลุ่มนี้ถ้าเป็นครีมใสๆ ก็มักมี “สเตียรอยด์” อ่อนๆ ผสมอยู่ ถ้าทาถูไปนานๆ อาจพาเชื้ออักเสบเข้ามาแถมได้อีก เช่น เชื้อหนองและเชื้อราครับ กลายเป็นยิ่งทายิ่ง ร้อนใน แสนปวดใจเวลาอดกินของอร่อย
ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 141
เขียนโดย: นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช drkrisda@gmail.com

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

5 วิธีดิ่มเบียร์ ไม่ให้หนุ่ม ๆ อ้วนจนพุงปลิ้น

กินเบียร์แล้วลงพุง
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          รู้ทั้งรู้ว่า การดื่มเบียร์เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายอ้วนฉุและพุงปลิ้นดูไม่หล่ออย่างที่ ต้องการ แต่เหล่าสิงห์นักดื่มตัวยง ก็คงจะไม่ยอมพรากจากการดื่มเบียร์แสนอร่อยหรอกใช่ไหมล่ะ เอาเป็นว่า การดื่มเบียร์ที่พอเหมาะพอควรก็ทำให้หนุ่ม ๆ ไม่ต้องเผชิญกับภาวะอ้วนพุงปลิ้นได้เหมือนกัน วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำ 5 วิธีดื่มเบียร์ไม่ให้อ้วนพุงปลิ้นมาฝาก รับรองว่าได้ดื่มทั้งเบียร์เย็นสดชื่น แถมพุงก็ไม่ย้อยด้วยนะคร้าบบบบ

 ไม่ดื่มมากเกินไป

          ในเบียร์ 1 ขวด (ปริมาณ 12 ออนซ์) ให้พลังงานมากถึง 150 แคลอรี่เลยทีเดียว ฉะนั้นเพื่อไม่ให้พุงปลิ้นหรืออ้วนขึ้น ก็ช่วยยับยั้งจิตใจไม่ให้ดื่มเยอะจนเกินไปดีกว่า ยิ่งถ้าคุณดื่มเข้าไปเยอะ ๆ ตับของคุณจะทำงานได้น้อยลง อีกทั้งแอลกอฮอล์ในเบียร์เหล่านั้น สามารถเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานได้ยากมากเลย รู้งี้แล้วก็เพลา ๆ ลงกันบ้างดีกว่า

กินเบียร์แล้วลงพุง

คำนวณปริมาณแคลอรี่

          นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยเลย สำหรับการนับแคลอรี่ของอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน หากใครที่คิดว่าเป็นแฟนตัวจริงในการดื่มเบียร์ล่ะก็ อาจจะเริ่มลดอาหารที่มีแคลอรี่สูง เผื่อเวลากินเบียร์จะได้ไม่ช่วยเพิ่มความอ้วนเข้าไปอีก

เลือกเบียร์แคลอรี่ต่ำ

          รู้อยู่แล้วล่ะว่า หนุ่ม ๆ นักดื่มเบียร์ทั้งหลายคงไม่มีวันละทิ้งการดื่มเบียร์แม้จะทำให้อ้วนมากแค่ ไหน แต่ถ้าอยากให้หุ่นดีด้วย ลองเลือกเบียร์แคลอรี่ต่ำสัก 80-100 แคลอรี่หรือจะเลือกแบบที่เขียนว่า ไลท์ เบียร์ (Light Beer) ก็ได้นะครับ รับรองไม่มีพุงมากวนใจ

กินเบียร์แล้วลงพุง

ดื่มน้ำสลับดื่มเบียร์

          ทริคเล็ก ๆ ในการดื่มเบียร์ อย่างการดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วต่อเบียร์ 1 ขวด เพื่อให้ร่างกายคงความชุ่มชื้น และไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คุณสดชื่นและร่างกายไม่ขาดน้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้นด้วย

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          เมื่อนักดื่มตัวยงสนุกสนานกับการดื่มเบียร์กันไปแล้ว ก็ควรจะเจียดเวลามาออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมันออกไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายในแบบอื่น ๆ ที่ชอบ ก็จะช่วยทำให้หุ่นของคุณยังดูเฟิร์มอยู่เสมอ

          ถึงแม้ว่าการดื่มเบียร์ด้วยวิธีเหล่านี้จะช่วยไม่ให้อ้วนหรือมีพุง แต่ก็ควรดื่มกันแต่พอดี เพราะอย่างไรแล้วมันก็ไม่ใช่เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพเราเท่าไรหรอกครับ

5 วิธีเลือกที่นั่งต้าน กระดูกเสื่อม

 เมื่อมีอายุมากขึ้นทุกคนอาจเป็นโรค กระดูกเสื่อม ได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน โรคนี้อาจมาเยือนได้เร็วกว่าบุคคลอื่น ซึ่งวิธีการป้องกันหรือชะลอภาวะ กระดูกเสื่อม แบบง่ายๆ นั้น ทำได้โดยการเลือกที่นั่งให้เหมาะสม 5 วิธี ดังนี้
backache_01
1.  ความสูงของเก้าอี้ ต้องเท่ากับช่วงยาวของขาท่อนล่าง (น่อง) ตั้งแต่ข้อพับหลังหัวเข่าลงไปถึงเท้าเพื่อจะได้วางเท้าราบพื้นพอดี
2.  รูปร่างของเบาะนั่ง ต้องไม่บุ๋มเป็นแอ่ง มิเช่นนั้นจะทำให้กระดูเชิงกราน (ซึ่งเป็นฐานของกระดูกสันหลังทั้งหมด)บิดงอ
3.  เบาะไม่ควรอยู่ลึกเกินไป และพนักพิงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป หากพิงไม่ถึงและต้องเอนตัวไปด้านหลัง จะทำให้หลังงอ
4.  ควรมีพนักพิง เพื่อช่วยดันหลังให้อยู่ในท่าตรงตามธรรมชาติ
5.  ที่เท้าแขนอยู่ในระดับที่งอข้อศอกแล้ววางแขนได้พอดี เพราะ นอกจากใช้พักแขนและข้อศอกแล้ว ยังใช้สำหรับดันเพื่อยืดตัวให้ตรงขึ้นได้เล็กน้อย เพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินไปที่จะใส่ใจกับสิ่งของที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ขอบคุณที่มาจาก : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง